×
374847

รักหลังโควิด-19: Elie Seidman ซีอีโอ Tinder เปิดมุมมองเดตออนไลน์และความท้าทายในอนาคต

25.06.2020
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

  • Tinder ก่อตั้งครั้งแรกในปี 2012 ปัจจุบันพวกเขามีผู้ใช้งานแบบสมาชิกที่จ่ายเงินไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งสามารถทำเงินให้บริษัทไม่ต่ำกว่าปีละ 1,152 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35,500 ล้านบาท 
  • Elie Seidman ซีอีโอบริษัท Tinder เชื่อว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 ได้ทำให้การเดตออนไลน์และเดตในโลกออฟไลน์หลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกันไปแล้ว 
  • ที่สำคัญไวรัสโคโรนา 2019 ยังมีส่วนเร่งปฏิกิริยาความเปลี่ยนแปลงและการทรานส์ฟอร์มวิถีชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นได้เร็วจากที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ในตอนต้นอยู่พอสมควร

ร้อยทั้งร้อยเราเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อย (ที่ยังโสด หรือมีสถานะความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน) เคยตั้งคำถามอยู่ในใจลึกๆ ว่า หลังจากนี้ความสัมพันธ์ของตนเองจะดำเนินต่อไปเช่นไร การจะได้ทำความรู้จักคนใหม่ๆ จะเป็นเรื่องยากหรือไม่ ในเมื่อโควิด-19 ยังคงอาละวาด ระบาดไปทั่วโลกชนิดไม่รู้จักพักผ่อน 

 

นี่ยังไม่นับรวมข้อจำกัดจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม การล็อกดาวน์เมืองในช่วงแรกๆ ที่ทำให้ในแต่ละวันเราแทบจะไม่ได้ออกไปพบปะ ทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ เลย

 

ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมา ‘Tinder’ ดูจะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่ในเชิงความสัมพันธ์แบบรักใคร่เท่านั้น เพราะมันยังกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ผ่านโลกดิจิทัลอีกด้วย

 

เพื่อฉายภาพ ‘New Normal’ ในประเด็นมุมมองความสัมพันธ์ การออกเดต และความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มของพวกเขา THE STANDARD มีโอกาสได้เข้าร่วมเซกชันการสัมภาษณ์พิเศษกับ ‘Elie Seidman’ ซีอีโอบริษัท Tinder ในฐานะตัวแทนสื่อจากประเทศไทยเพียงเจ้าเดียว

 

 

‘8 ปี Tinder’ เมื่อผู้ใช้งานคนหนุ่มสาวมีส่วนขับเคลื่อนวิวัฒนาการแพลตฟอร์ม

ถ้านับย้อนถอยหลังกลับไปในปี 2012 ที่ Tinder ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในฐานะสตาร์ทอัพ ณ ช่วงเวลาดังกล่าว ต้องยอมรับว่าแพลตฟอร์มของพวกเขามีความใหม่และสดมากๆ โดยชูจุดแข็งของการเป็นพื้นที่บนโลกโซเชียลมีเดียที่ช่วยให้คนแปลกหน้าได้มาทำความรู้จักกัน ต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ดูจะเชื่อมโยงคนที่มีเพื่อนเหมือนๆ กัน หรือคนที่รู้จักกันอยู่แล้วมากกว่า

 

กระทั่งปัจจุบัน 8 ปีผ่านไป Tinder มีผู้ใช้งานแบบโกลด์ (สมาชิกที่จ่ายเงิน) ไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคนทั่วโลก และสามารถทำเงินให้พวกเขาได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,152 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35,500 ล้านบาท (อ้างอิงจากการเปิดเผยผลประกอบการประจำปีโดย Match Group บริษัทแม่ของ Tinder ในปี 2019 ที่ผ่านมา) คิดเป็นอัตราการเติบโตจากปี 2015 ที่พวกเขาเริ่มหารายได้เข้ากระเป๋าเป็นปีแรกมากถึง 25 เท่า!

 

“Tinder ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 เราเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ก่อนจะกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มของเราได้รับความนิยมไปในทุกที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะในโตเกียว กรุงโซล จาการ์ตา ปารีส ลอนดอน และทุกๆ หนและแห่งไม่ว่าจะระหว่างเมืองเล็กหรือใหญ่ 

 

“สองเรื่องหลักๆ ของ Tinder ที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก นั่นคือการที่มันกลายเป็นปรากฏการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรุ่นใหม่ เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกโซเชียลและวิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ตในยุคที่ 3 โดยในยุคแรกเกิดขึ้นในช่วงกลางยุค 90 หรือที่เรียกว่า ‘โลกอินเทอร์เน็ตสารสนเทศ’ หลังจากนั้นก็กลายเป็นอินเทอร์เน็ตในยุคเชิงพาณิชย์ที่เราเริ่มจะซื้อขายของกันผ่านโลกออนไลน์ได้ในกลางยุค 2000

 

“แล้วก็เกิดเป็นโลกโซเชียลอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ผู้คนเริ่มติดต่อสื่อสาร เชื่อมต่อกันได้ เทคโนโลยีที่ช่วยให้เราได้พบเจอคนใหม่ๆ ได้ถือกำเนิดขึ้นมานานแล้ว แต่ ณ ช่วงเวลาดังกล่าว มันแค่ยังไม่แพร่หลาย ก่อนที่ Tinder จะเปิดตัว ซึ่งถ้าคุณมองย้อนกลับไป 8 ปีก่อนหน้านี้ เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์คลื่นทางสังคมที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

 

 

“ประเด็นถัดมาคือการที่แพลตฟอร์มของเราได้ปรากฏขึ้นในทุกๆ ที่ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ อย่างเมื่อ 8 ปีที่แล้ว คนที่ใช้งาน Tinder จะอยู่ในกลุ่มอายุระหว่าง 18-25 ปี ในขณะที่ปัจจุบันเราก็ยังเห็นผู้ใช้งานที่อยู่ในช่วงอายุ 19-21 ปีอยู่ (ตั้งใจจะสื่อความหมายว่ามีผู้ใช้งานคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาตลอดเวลา) มันสะท้อนให้เห็นว่าเรามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากกับพลวัตทางสังคมของคนรุ่นใหม่”

 

Elie เล่าต่อว่า ในช่วงระยะเวลา 8 ปีมานี้ ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย ทั้งผู้ใช้งาน บริษัทของเขา ซึ่งประเด็นก็คือ คนรุ่นใหม่ในวันนี้ (ในที่นี้เขานิยามว่าเป็นคน Gen Z) มีความแตกต่างจากคนเจนก่อนมากๆ เพราะส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เติบโตมากกับโลกโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ต ใช้งานเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลจนคุ้นเคย ซึ่งตัวเขาเองมองว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

 

 

‘เดตบนโลกออนไลน์’ = ‘เดตในโลกออฟไลน์’ ผลพวงจากโควิด-19 ที่ยังตกค้าง

เคยคิดไหมว่าเราจะต้องมานั่งประชุมงานกันผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Zoom, Microsoft Team, VooV (Tencent) และ Google Meet หรือทำงานทางไกลจากที่บ้านแบบ Work from home

 

จากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง คนจำนวนมากถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทรานส์ฟอร์มตัวเอง ทั้งในเชิงการทำงานและชีวิตส่วนตัว เช่นเดียวกับการสานสัมพันธ์กับผู้คนใหม่ๆ หรือกระทั่งการออกเดตที่ซีอีโอ Tinder มองว่า ทุกวันนี้การเดตออนไลน์และเดตในโลกออฟไลน์ได้หลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกันไปแล้ว

 

“ถ้าคุณลองคิดถึงการติดต่อสื่อสารกับผู้คนใหม่ๆ ตลอดช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ท้ังการสื่อสารในโลกออนไลน์หรือออฟไลน์ มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นไปได้และเกิดขึ้นได้จริง (ออนไลน์) ผมยกตัวอย่างในสหรัฐฯ การเดตออนไลน์ก็เป็นแค่ ‘การเดตปกติ’ ซึ่งถ้ามองในแง่ประสบการณ์ เราจะไม่มองว่าตอนนี้ที่เรากำลังประชุมและสัมภาษณ์กันผ่าน Zoom เป็น Virtual Meeting (การประชุมแบบเสมือนจริง) แต่เราจะนิยามว่ากำลังประชุมกันปกตินั่นแหละ

 

“ดังนั้นแนวคิดของความเป็น Virtual หรือดิจิทัล และโลกความเป็นจริงจึงจะหลอมรวมกลายเป็น ‘สิ่งเดียวกัน’ และมันยังเป็นแนวคิดที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก มันไม่ได้แค่เพิ่งเกิดขึ้นหรือใหม่หมดเลยเสียทีเดียว ผมคิดว่ามันคือแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมากๆ กับสิ่งที่เราเห็นจากประเด็นการออกเดตในวันนี้

 

“มันไม่ใช่การเดตออนไลน์หรือออฟไลน์อีกแล้ว ไม่ใช่การสร้างสัมพันธ์บนออนไลน์หรือออฟไลน์ เพราะรวมๆ แล้วมันก็คือการสร้างสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามันเกิดขึ้นมาเพื่อทดแทนสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกออฟไลน์ มันแค่หมายความว่าทั้งออนไลน์และออฟไลน์มันไม่ได้แตกต่างกันเหมือนที่เคยเป็นอีกแล้ว มันเชื่อมต่อกันมากขึ้น

 

“ประเด็นถัดมาคือการที่เราสามารถติดต่อสื่อสารกันผ่านวิดีโอได้ มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากๆ ผมว่ามันตลกมากๆ เลยที่ตัวผมโตขึ้นมาในยุคที่มองว่าการวิดีโอคอลหากันคือสิ่งที่เป็นอนาคตมากๆ ในสมัยนั้นเราจะพบเจอมันได้จากภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์หน่อยๆ แต่ก็นั่นไง ตอนนี้เราก็กำลังใช้งานมันกันอยู่! มันเกิดขึ้นแล้ว และเป็นสิ่งที่ผู้คนเคยทำได้แค่จินตนาการถึง อนาคตได้เดินทางมาถึงแล้ว และช่วยให้เราสามารถติดต่อสื่อสารที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกผ่านหน้าจอ

 

“และประเด็นที่สามที่เราได้เห็นและค่อนข้างสร้างแรงบันดาลใจ คือการได้เห็นผู้คนมีปฏิสัมพันธ์ ใช้ชีวิตในสังคมในรูปแบบต่างๆ ที่น่าสนใจบนโลกดิจิทัล เนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพราะโควิด-19 เราจึงได้เห็นผู้คนเข้าคลาสทำอาหารออนไลน์พร้อมๆ กัน หรือเล่นเกม Animal Crossing ด้วยกัน”

 

 

ในประเด็นนี้ Elie ยังได้แย้มเป็นนัยด้วยว่า ฟีเจอร์ใหม่บนแพลตฟอร์มของพวกเขาที่มีสิทธิ์จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้อาจจะมาในรูปแบบของ ‘วิดีโอแชต’ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานได้มีปฏิสัมพันธ์ ทำความรู้จักกันได้ดีมากยิ่งขึ้น พังทลายข้อจำกัดต่างๆ ของ Tinder ก่อนหน้านี้

 

“วิวัฒนาการครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้อยู่ ณ ที่ตรงนี้แล้ว นั่นคือวิดีโอ เรารอคอยมานานมากๆ แล้วสำหรับเทคโนโลยีรูปแบบนี้เพื่อช่วยให้ผู้คนสะดวกสบาย ผมมีเพื่อนจำนวนมาก ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสักประมาณ 5-6 เดือนที่แล้ว และคุณถามผมว่าผมจะแฮงเอาต์กับพวกเขาผ่านวิดีโอแชตหรือ Zoom ไหม ผมคงตอบว่าไม่ ผมจะเลือกออกไปเจอกันข้างนอก ไปร้านอาหาร หรือบาร์

 

“แต่ตอนนี้ผมก็ได้ทำมันไปแล้ว (วิดีโอแชตกับเพื่อนๆ) แล้วมันก็เยี่ยมมากๆ ผมไม่ต้องขับรถข้ามเมือง เพราะการจราจรในลอสแอนเจลิสนี่เข้าขั้นหายนะมากๆ และผมก็ไม่ได้คิดว่ามันทดแทนความต้องการที่อยากจะไปบาร์ได้ แต่มันทำให้ผมสะดวกสบายมากขึ้น ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะได้เห็นในอีกหลายปีข้างหน้าในรูปแบบตัวอย่างที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่โลกที่เราอาศัยอยู่ แต่หมายถึงทุกที่ คือการที่ตอนนี้เรารู้สึกคุ้นเคยกับมันไปแล้ว (วิดีโอแชต) และผู้คนก็จะเริ่มทำอะไรที่แตกต่างมากขึ้น ตัวอย่างเช่น คนเริ่มร่วมคลาสออกกำลังกายออนไลน์

 

“แม้จะไม่ใช่ในพื้นที่ที่ Tinder อยู่ แต่ผมคิดว่ามันเป็นตัวอย่างที่ดี ทั้งๆ ที่ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปีมานี้ มันคงจะเป็นอะไรที่ประหลาดมากๆ แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่กลับคุ้นเคยกับมันไปแล้ว”

 

 

หน้าตาของการเดตในโลกอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 บทเรียนที่ดีที่สุดที่ Tinder ในฐานะแพลตฟอร์มจับคู่หรือพบเพื่อนใหม่ รวมถึงตัว Elie ในฐานะหัวเรือใหญ่ได้เรียนรู้ คือการที่เทรนด์ความเปลี่ยนแปลงที่เราอาจจะเคยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวได้ถูกบีบและเร่งปฏิกิริยาให้เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาอันสั้น

 

“อันที่จริงแล้วเทรนด์ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้เกิดขึ้นมาสักพักแล้ว แต่สิ่งที่โควิด-19 ได้ทำให้เกิดขึ้นประกอบด้วย 2 ส่วน นั่นคือการเร่งปฏิกิริยาให้เทรนด์เหล่านั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม คุณอาจจะได้ยินคนอื่นๆ พูดถึงประเด็นนี้กันมาบ้างแล้วว่าพวกเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่น่าจะเกิดในช่วง 4-5 ปี เกิดขึ้นในช่วงเวลาแค่ 3-5 เดือนเท่านั้น แล้วผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงมากๆ 

 

“ส่วนอีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ หลายๆ เทรนด์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วกับผู้ใช้งาน Tinder ในกลุ่ม Gen Z มันไม่ใช่แนวคิดใหม่สำหรับพวกเขาเลย ถ้าคนอายุ 18-20 ปีกำลังฟังเราคุยกันในตอนนี้ พวกเขาก็คงคิดว่า ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย พวกเราก็ใช้เทคโนโลยีพวกนี้กันมานานแล้ว (วิดีโอแชต เข้าสังคมบนโลกออนไลน์)

 

“แต่ในทางกลับกัน ผมองว่าคนในรุ่นเราจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์นี้มากกว่าเดิม บางคนอาจจะต้องใช้เวลาหลายปี ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ผมไม่คิดว่าพ่อแม่ของผมจะต้องวิดีโอคอลคุยกับใครมาก่อน แม้ว่าพวกเขาจะใช้คอมพิวเตอร์เป็นและเข้าใจในเชิงเทคนิคก็เถอะ นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ในแง่ความต่างของคนแต่ละช่วงวัยที่เราได้เห็นคนจำนวนมากคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น”

 

 

สำหรับประเด็นการเดตบนโลกออนไลน์ในอนาคตต่อจากนี้ ซีอีโอ Tinder หรือแพลตฟอร์มบนโลกออนไลน์จะทำให้ผู้ใช้งานและคนส่วนใหญ่เปิดใจในการทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ มากขึ้น ก่อนจะมีโอกาสได้นัดเจอกันตัวเป็นๆ บนโลกออฟไลน์

 

“มองในแง่ของการเดตออนไลน์ ถ้าเราย้อนหลังกลับไปสักประมาณปี 2015 ซึ่งผ่านมานานพอสมควรแล้ว ตอนนั้นคุณมาเล่น Tinder แมตช์ แล้วก็นัดเจอพวกเขาตัวเป็นๆ แต่การแฮงเอาต์ การสื่อสาร และการเข้าสังคมบน Tinder เมื่อ 5 ปีที่แล้วมันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น

 

“ในขณะเดียวกันในหลายๆ ประเทศบนโลกใบนี้ Tinder ได้กลายมาเป็นวิธีที่ปกติที่สุดในการพบเจอผู้คนใหม่ๆ นั่นคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เจอกันบน Tinder ก่อน แล้วก็ทำความรู้จักพวกเขาให้มากขึ้นบน Tinder ก่อนจะนัดเจอกันตัวเป็นๆ ในโลกออฟไลน์ มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้สำหรับคนทุกคน แต่ผมคิดว่ามันคือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ได้เกิดขึ้น และผมก็เรียกมันว่าคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งที่สองที่เกิดขึ้นกับการเดตบนโลกออนไลน์”

 

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories