×

​ ศูนย์ ACSC เปิดสถิติอาชญากรรมไซเบอร์ 120 วันแรกปี 2569 กวาดความเสียหาย 7.4 พันล้านบาท เปิด 3 กลโกงหลักเตือนประชาชน

โดย THE STANDARD TEAM
11.05.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงสถิติอาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแผนประทุษกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพในรอบ 120 วัน หรือระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569

 

โดยพบว่ามีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์รวมทั้งสิ้น 121,921 คดี สร้างมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7.48 พันล้านบาท ซึ่งจากการวิเคราะห์เชิงลึก สามารถแบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็น 3 กลุ่มหลักที่มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกัน

 

กลุ่มที่ 1: การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ (ปริมาณคดีสูงสุด)

 

การหลอกลวงในกลุ่มนี้มีจำนวนคดีสูงที่สุดถึง 85,215 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 69.9 ของคดีทั้งหมด โดยมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ 15,727 บาทต่อคดี สถิติพบว่ามีการผันผวนตามเทศกาลหรือฤดูกาลจับจ่ายใช้สอย ซึ่งพุ่งสูงสุดในเดือนมีนาคมด้วยจำนวนกว่า 22,000 คดี ก่อนจะปรับตัวลดลงในเดือนเมษายน

 

ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากมาตรการเตือนภัยของภาครัฐ รูปแบบที่พบมากที่สุดคือการหลอกลวงผู้ซื้อ ซึ่งครองสัดส่วนถึงร้อยละ 93 โดยมิจฉาชีพจะสร้างเพจหรือบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมเพื่อขายสินค้ายอดนิยม พร้อมโพสต์รีวิวเท็จเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเมื่อเหยื่อโอนเงินให้ก็จะทำการบล็อกช่องทางติดต่อทันที นอกจากนี้ ยังมีการหลอกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมพัสดุปลอม โดยการส่งข้อความแอบอ้างเป็นบริษัทขนส่งชื่อดัง เพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ชำระเงิน ซึ่งพบว่าสร้างความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงกว่าการหลอกลวงผู้ซื้อหลายเท่า รวมถึงเริ่มพบกลวิธีหลอกลวงผู้ขายด้วยการใช้สลิปโอนเงินปลอมที่แนบเนียนขึ้น

 

กลุ่มที่ 2: การหลอกลวงเชิงผลประโยชน์และการลงทุน (มูลค่าความเสียหายสูงสุด)แม้กลุ่มนี้จะมีจำนวนคดีน้อยกว่า แต่กลับสร้างมูลค่าความเสียหายรวมสูงสุดถึง 5,997.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 80.2 ของความเสียหายทั้งหมด ด้วยมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยสูงถึง 166,449 บาทต่อคดี ซึ่งสูงกว่ากลุ่มแรกราว 10 เท่า

 

อย่างไรก็ตาม สถิติในกลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 34.5 ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายและการทำงานร่วมกันของศูนย์ ACSC และศูนย์ AOC 1441 รูปแบบที่พบมากที่สุดคือการหลอกให้ทำงานเสริม เช่น การกดไลก์หรือรับออเดอร์สินค้า โดยจะหลอกล่อด้วยการจ่ายเงินจริงในรอบแรก ก่อนจะเร่งให้ลงทุนเพิ่มและอ้างสารพัดค่าธรรมเนียมเมื่อเหยื่อต้องการถอนเงิน รองลงมาคือการหลอกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มปลอม ซึ่งสร้างความเสียหายเฉลี่ยสูงสุดในกลุ่มถึง 3.46 แสนบาทต่อคดี

 

นอกจากนี้ ยังมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่าเหยื่อพัวพันคดีอาญาเพื่อบังคับให้โอนเงินมาตรวจสอบ ตลอดจนการหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน ซึ่งใช้วิธีการผสมผสานเชิงจิตวิทยา

 

กลุ่มที่ 3: การโจมตีทางเทคนิคเชิงรุกและฉ้อโกงเทคโนโลยี (ภัยคุกคามขั้นสูง) สำหรับกลุ่มนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่ต้องอาศัยทักษะทางเทคนิคของคนร้าย แม้จะมีปริมาณคดีน้อยที่สุดเพียง 673 คดี (ร้อยละ 0.55) แต่กลับมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีพุ่งสูงสุดถึง 211,686 บาท และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างน่าวิตก

 

โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม รูปแบบการโจมตีครอบคลุมตั้งแต่การข่มขู่เปิดโปงข้อมูลจากแอปพลิเคชันเงินกู้นอกระบบ ที่มักส่งข้อความประจานเพื่อกดดันเหยื่อ ไปจนถึงการเจาะระบบและการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งสร้างความเสียหายเฉลี่ยเกือบ 4 แสนบาทต่อคดี ที่น่ากังวลที่สุดคือการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ SME และภาคธุรกิจ โดยทำการเจาะฐานข้อมูลองค์กรแล้วเรียกค่าไถ่ ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 50.6 ล้านบาท

 

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ออกข้อแนะนำย้ำเตือนพี่น้องประชาชนให้ยกระดับความระมัดระวังขั้นสูงสุด โดยห้ามกดลิงก์หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวจากข้อความที่ส่งมาทางแอปพลิเคชันโดยเด็ดขาด หากพบการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานเอกชน ขอให้ติดต่อสอบถามไปยังต้นสังกัดโดยตรงทุกครั้ง

 

นอกจากนี้ ก่อนการลงทุนใดๆ ควรตรวจสอบรายชื่อบริษัทผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. (SEC Check First) และตรวจสอบบัญชีปลายทางอย่างรัดกุมก่อนทำธุรกรรม เพื่อป้องกันการโอนเงินเข้าบัญชีม้า โดยขอให้ยึดหลัก มีสติ ไม่เชื่อ ไม่โอน อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินของตนเอง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising