คนไทยผูกพันกับทองคำมายาวนาน ทั้งซื้อเก็บไว้ยามฉุกเฉินและลงทุนผ่านกองทุนที่อิงราคาทองโดยไม่ต้องถือทองแท่ง ทองจึงได้ชื่อว่าเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ที่ไว้ใจได้มานานหลายทศวรรษ หลายปีมานี้ Bitcoin ถูกเรียกขานว่า ‘ทองคำดิจิทัล’ เพราะมีคุณสมบัติบางอย่างคล้ายทอง แต่เมื่อลงไปดูข้อมูลจริง ภาพที่ได้กลับต่างจากคำเรียกนั้นอย่างมีนัยสำคัญ และนำไปสู่คำถามที่นักลงทุนควรตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจ
ประเด็นสำคัญ
Bitcoin เหมือนทองตรงไหน?
ความเชื่อว่า Bitcoin คือ ‘ทองคำดิจิทัล’ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มีเหตุผลรองรับอยู่จริง ข้อแรก ปริมาณ Bitcoin ถูกกำหนดเพดานไว้ตายตัวที่ 21 ล้านเหรียญ คล้ายทองคำที่มีอยู่จำกัดในโลก ข้อสอง ไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางใดควบคุม ทำให้บางคนมองว่าเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายการเงินและเงินเฟ้อ เช่นเดียวกับบทบาทที่ทองเคยทำมา แต่ข้อมูล 5 ปีกำลังบอกเรื่องราวที่ต่างออกไป เมื่อนำข้อมูลราคาย้อนหลัง 5 ปี (มกราคม 2564 – มีนาคม 2569) มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ พบสิ่งที่ประหลาดใจ ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับทองคำอยู่ที่เพียง 0.06–0.11 ซึ่งแปลว่าแทบไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ในวันที่ทองคำขึ้น Bitcoin ไม่ได้ขึ้นตาม และในวันที่ทองคำลง Bitcoin ก็ไม่ได้ลงตาม ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับดัชนีหุ้น S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 0.35–0.41 ซึ่งสูงกว่ามาก
ภาพที่เห็นจากข้อมูลจึงชัดเจน Bitcoin ขึ้นลงตามอารมณ์ของตลาดหุ้นมากกว่าตามราคาทอง พฤติกรรมใกล้เคียงกับ ‘หุ้นเทคโนโลยีที่มีความผันผวนสูง’ มากกว่า ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ นั่นหมายความว่าในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตและตลาดหุ้นไปได้ดี Bitcoin มักให้ผลตอบแทนสูง แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือมีวิกฤต Bitcoin จะร่วงลงพร้อมกับหุ้น ไม่ใช่ที่หลบภัยเหมือนทองคำ
หลักฐานที่ชัดที่สุดคือปี 2565 เมื่อดอกเบี้ยพุ่งจนตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน Bitcoin ดิ่งถึง -64% ภายในปีเดียว ขณะที่ทองคำลดลงเพียงเล็กน้อย ผู้ที่ซื้อ Bitcoin ด้วยหวังให้ช่วยพยุงพอร์ตยามวิกฤต จึงได้ผลตรงข้ามกับที่คาด
Bitcoin ETF คืออะไร และทำไมถึงเปลี่ยนเกม
กองทุน ETF (Exchange-Traded Fund) หรือ ‘กองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์’ คือกองทุนที่รวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายคนไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หุ้น ทองคำ หรือพันธบัตร แล้วแบ่งออกเป็น ‘หน่วยลงทุน’ ให้ซื้อขายได้สะดวกเหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาด จุดเด่นของ ETF คือซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นปกติได้ทันที ราคาขยับขึ้นลงตามราคาสินทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่ และผู้ลงทุนไม่ต้องไปถือสินทรัพย์นั้นด้วยตัวเอง ตัวอย่างที่คนไทยคุ้นที่สุดคือ ETF ทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนตามราคาทองโดยที่เราไม่ต้องซื้อทองแท่งมาเก็บในตู้เซฟ พูดง่ายๆ คือ ETF ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ที่เคยยุ่งยาก กลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนซื้อหุ้นตัวหนึ่ง
ย้อนไปปี 2547 การเปิดตัวกองทุน SPDR Gold Trust (GLD) ในสหรัฐฯ เปลี่ยนวิธีที่คนทั้งโลกลงทุนในทองไปตลอดกาล ก่อนหน้านั้นต้องซื้อทองแท่งหรือเหรียญมาเก็บเอง แต่หลัง GLD เปิดตัว นักลงทุนซื้อทองได้ผ่านบัญชีหุ้นปกติ
วันนี้ Bitcoin กำลังถึงจุดเปลี่ยนแบบเดียวกัน Bitcoin ETF ทำงานเหมือน ETF ทองทุกประการ กล่าวคือ กองทุนซื้อ Bitcoin จริงมาเก็บ แล้วขายหน่วยลงทุนให้ผู้ลงทุน ผู้ถือได้รับผลตอบแทนตามราคา Bitcoin โดยไม่ต้องเปิดบัญชีกับแพลตฟอร์มคริปโต ไม่ต้องจัดการ Private Key และไม่ต้องเสี่ยง ‘ลืมรหัส’ จนเงินหาย
จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 เมื่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) อนุมัติ Bitcoin ETF แบบ Spot เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ วันแรกที่เปิดซื้อขายมีมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์ และภายใน 50 วัน กองทุน iShares Bitcoin Trust ของ BlackRock กวาดสินทรัพย์ได้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ สถิติที่ GLD เคยใช้เวลาถึง 817 วัน หรือเร็วกว่ากัน 16 เท่า
หลัง ETF อนุมัติ: สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ Bitcoin จะไม่ใช่ทองดิจิทัล แต่นับจาก SEC อนุมัติ Bitcoin ETF มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนชัดเจน นั่นคือการเข้าถึงและหน้าตาของกลุ่มผู้ถือรายใหญ่ของตลาด Bitcoin BlackRock บริษัทจัดการกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันถือ Bitcoin ผ่าน iShares Bitcoin Trust มูลค่ากว่า 1.54 ล้านล้านบาท ตามด้วย Fidelity, Goldman Sachs และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะนี้มีสถาบันการเงินกว่า 1,800 แห่งทั่วโลกเปิดเผยว่าถือ Bitcoin ETF ในพอร์ตอย่างเป็นทางการ
ที่น่าจับตาคือสัดส่วนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่เพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนมุมมองระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรสั้นๆ ความเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญกว่าที่เห็น เพราะสถาบันเหล่านี้มีกระบวนการตัดสินใจเข้มงวด มีคณะกรรมการลงทุน และกรอบความเสี่ยงชัดเจน การที่พวกเขาเลือกถือ Bitcoin จึงผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว ไม่ใช่การซื้อตามกระแส
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของสถาบันก็ไม่ควรถูกตีความว่า Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ หรือเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับนักลงทุนทุกคน บางสถาบันอาจถือเพื่อการจัดสรรสินทรัพย์ระยะยาว ขณะที่บางส่วนอาจใช้เพื่อกลยุทธ์การซื้อขายหรือการบริหารส่วนต่างราคา
แล้วควรมีไว้ในพอร์ตไหม?
คำถามที่นักลงทุนทั่วไปอยากรู้ที่สุดคือ ‘สรุปแล้วควรลงทุนไหม’ ผลทดสอบพอร์ตแบบผสมที่มีทั้งหุ้น พันธบัตร ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ ในช่วงปี 2567–2569 พบว่าการเติม Bitcoin ในสัดส่วน 5% ของพอร์ตให้ผลดีที่สุด คือผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความเสี่ยงรวมของพอร์ตเพิ่มเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเพิ่มเกิน 10% ความเสี่ยงกลับพุ่งเร็วกว่าผลตอบแทนที่ได้
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ Bitcoin ให้ผลดีในช่วงเศรษฐกิจเติบโตและตลาดหุ้นขาขึ้น แต่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีนักยามเศรษฐกิจชะลอหรือเกิดวิกฤต การถือ Bitcoin ควรถูกมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงที่อาจมีบทบาทเสริมในพอร์ตมากกว่าจะเป็นสินทรัพย์หลัก การลงทุนในสัดส่วนเล็กน้อยอาจเหมาะกับผู้ที่มีระยะเวลาลงทุนยาว รับความผันผวนระยะสั้นได้ สำหรับผู้สนใจ จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 1–5% ของพอร์ต มากพอจะได้ประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง แต่ไม่มากจนกลายเป็นภาระเกินรับไหวเมื่อตลาดผันผวน
บทสรุป
Bitcoin อาจไม่ใช่ทองคำดิจิทัลอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันมีธรรมชาติเฉพาะตัว และกำลังมีที่ยืนชัดเจนขึ้นในพอร์ตระยะยาว การมาถึงของ ETF ทำให้เข้าถึงง่ายกว่าเดิมมาก เช่นเดียวกับที่กองทุนทองเคยเปิดทางให้คนทั่วไปลงทุนในทองโดยไม่ต้องถือทองแท่ง ประวัติศาสตร์บอกว่า GLD ใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลายเป็นกระแสหลัก Bitcoin ETF กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่เร็วกว่ามาก ข้อมูลไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องมี Bitcoin แต่บอกว่า สำหรับผู้ที่เข้าใจธรรมชาติแท้จริงของมัน การถือไว้ในสัดส่วนเล็กน้อยอาจเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลกว่าที่คิด
ภาพ: Rokas Tenys / Shutterstock

