วันนี้ (4 สิงหาคม) ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือกับ เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ในระหว่างการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยมีความมุ่งมั่นในการสร้างอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว และมีบทบาทที่โดดเด่นบนเวทีโลก อีกทั้งพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียนในทุกด้าน เพื่อสร้างประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง พร้อมระบุว่าตั้งใจจะเข้าร่วมการประชุมอาเซียนที่กรุงมะนิลาในช่วงปลายปีนี้ด้วย
นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงแนวทางของไทยในการสนับสนุนอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว โดยในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ไทยจะให้การต้อนรับประธานาธิบดีเมียนมา ณ ทำเนียบรัฐบาล
ขณะที่เลขาธิการอาเซียนชื่นชมความสำเร็จของการเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่าเป็นการตอกย้ำบทบาทของไทยในอาเซียน และยืนยันพร้อมสนับสนุนไทยในการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2028
ทั้งนี้ เลขาธิการอาเซียนระบุว่า อาเซียนกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองที่เข้มแข็งของผู้นำ เช่น ผู้นำไทย เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค รวมถึงสร้าง ASEAN ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น (A Stronger ASEAN)
ระหว่างการหารือ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าไทยยึดมั่นการใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นภาคีของ UNCLOS จึงสามารถใช้เป็นกรอบในการเจรจาระหว่างกันได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่กัมพูชาตัดสินใจเลือกใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) แทน ซึ่งผลของกระบวนการดังกล่าวไม่มีผลผูกพันต่อประเทศคู่กรณี
ทั้งนี้ เลขาธิการอาเซียนแสดงความเข้าใจต่อสถานการณ์ พร้อมย้ำว่าอาเซียนควรรักษาความเป็นหนึ่งเดียว และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี เนื่องจากไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน
จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน โดยมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักเลขาธิการอาเซียนและนักการทูตจากกว่า 100 ประเทศเข้าร่วมรับฟัง พร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายของโลก รักษาบทบาทนำของภูมิภาค และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง โดย ‘ความท้าทายระดับภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยคำตอบในระดับภูมิภาค’
แนวทางแรก การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง (Stronger Regionalism) นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียนยิ่งมีความสำคัญ หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐานสำคัญ แต่ควรนำมาใช้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม เพื่อให้อาเซียนรักษาความเป็นหนึ่งเดียว พร้อมสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถานการณ์ในเมียนมาเป็นบททดสอบที่ชัดเจน โดยฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ยังคงเป็นกรอบแนวทางหลักของอาเซียนในการดำเนินการต่อสถานการณ์เมียนมา ประเทศไทยสนับสนุนแนวทาง ‘Calibrated Re-engagement’ หรือการกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน โดยมุ่งรักษาช่องทางการเจรจา เปิดพื้นที่สำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ และตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวดูเหมือนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากเมื่อวานนี้ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ ออง ซาน ซู จี ซึ่งมีรายงานว่าสุขภาพแข็งแรงดี นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยผลักดันมาโดยตลอด และหวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้
เมียนมาที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ ไม่เพียงเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียนและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจและเปิดทางให้การเจรจาแบบทวิภาคีดำเนินต่อไป โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดมั่นการแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาเอกภาพและวาระร่วมของอาเซียน
แนวทางที่สอง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน (Greater Resilience) นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อาเซียนต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร รวมถึงเร่งการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน อาเซียนควรขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค
แนวทางที่สาม การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อประชาชนอย่างยั่งยืน (Lasting Relevance) นายกรัฐมนตรีเน้นว่า ความสำเร็จของอาเซียนต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมและภัยคุกคามข้ามพรมแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาทักษะให้คนรุ่นใหม่พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนี้ อาเซียนต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันและกลไกการทำงาน เพื่อให้การตัดสินใจของผู้นำสามารถนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อาเซียนเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ไทยร่วมก่อตั้ง นับตั้งแต่การลงนามปฏิญญากรุงเทพเมื่อ 59 ปีก่อน ซึ่งช่วยเปลี่ยนภูมิภาคที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้งให้ก้าวสู่ประชาคมที่ยึดมั่นในกฎกติกา ความร่วมมือ และการเจรจา
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาเซียนหลายช่วงเวลา ทั้งการผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) และการวางรากฐานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR)
การกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้นับเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2552
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การครบรอบ 60 ปีของอาเซียนในปีหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน มีเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง
“นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง” นายกรัฐมนตรีกล่าว


