×

ฝ่ายค้านจับมือพยาน-นักวิชาการ เผยหลักฐานฮั้ว สว. ภาคพิเศษแนะ กกต. ส่งศาลฎีกาพิจารณา เตือนอย่าเอาตัวเป็นตู้รับกระสุนแทน

โดย THE STANDARD TEAM
04.08.2026
  • LOADING...
ภาพกลุ่มวิปฝ่ายค้าน พยาน และนักวิชาการ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยหลักฐานการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ

วันนี้ (4 สิงหาคม) วิปฝ่ายค้าน นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ร่วมกันจัดกิจกรรม ‘ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาคพิเศษ): เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?’ เพื่อเปิดเผยเบื้องหลังและหลักฐานความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการเลือกกันเองของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา โดยมีทั้งอดีตผู้สมัคร สว. พยานในเหตุการณ์ และนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองเข้าร่วมถ่ายทอดข้อมูล

ดูภาพข่าว 

ในเวทีเสวนา ศรินทร สนธิศิริกฤตย์ สว.สำรอง กลุ่มการสาธารณสุข ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในห้องเลือกระดับประเทศว่า มีกระบวนการส่งสัญญาณและลอกโพยกันอย่างเปิดเผย มีผู้สมัครบางคนถือแฟ้มเอกสารและกระเป๋าติดตัวตลอดเวลา โดย กกต. มีการประกาศห้ามนำเอกสารเข้าก่อนเวลาจริงถึง 4 ชั่วโมง จนเปิดช่องให้มีการเตรียมตัว

 

นอกจากนี้เมื่อนำเรื่องไปแจ้ง แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลับได้รับคำตอบในลักษณะว่าใครๆ ก็ทำกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการเปิดชื่อวันนี้ไม่คิดว่าจะต้องโดนฟ้องอะไร เพราะพูดความจริงปกติและสามารถพิสูจน์ได้โดยกล้อง ไม่ได้บอกว่าท่านโกง แต่บอกว่าพบเห็นอะไรบ้างในระหว่างนั้น

 

ขณะที่ พ.ต.ต. บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร สว.เพชรบุรี ได้นำคลิปวิดีโอเหตุการณ์จดโพยและการเก็บโพยเต็มกระเป๋าในวันเลือก สว. มาเปิดเผยต่อสาธารณชน พร้อมระบุถึงการจ้างคนไปสมัครหัวละ 5,000 บาทเพื่อโหวตพลีชีพ และการปล่อยให้ผู้ขาดคุณสมบัติเข้ามาใช้สิทธิ

 

“ผมมองว่าข้าราชการที่เกียร์ว่างถือเป็นการตัดตอนกระบวนการยุติธรรม และการรวมอำนาจไปไว้ที่ กกต.กลาง ทำให้เกิดความล่าช้า ดังนั้นความช้าก็คือความไม่ยุติธรรม อีกทั้งการที่ตนมาพูดวันนี้ขอรัฐบาล และ กกต. อย่ามาฟ้อง เพราะผมไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร ไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นสีไหน แต่ที่ผมมาพูดวันนี้เพราะตนคือสีทนไม่ได้” พ.ต.ต. บัญญัติกล่าว

 

พ.ต.อ. มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวเพิ่มว่า ตนเคยนำข้อมูลไปแจ้งเลขาธิการ กกต. แต่กลับได้รับคำตอบว่า แม้จะรู้ แต่ทำอะไรเขาไม่ได้ เขาก็คิดวางแผนกันมาแบบนี้แหละ ซึ่งคำพูดนี้อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157

 

ด้าน นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร จากเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการทำงานของ กกต. ผ่าน 4 จังหวะ คือ ‘ปล่อย-เข้ม-เร่ง-เบลอ’ ทั้งการปล่อยให้นิยามกลุ่มอาชีพคลุมเครือ จนถึงการออกระเบียบแนะนำตัวที่เข้มงวดขัดต่อกฎหมายจนศาลปกครองสั่งเพิกถอน รวมถึงการเปลี่ยนบัตรเลือกตั้งกลางอากาศและการจำกัดการสังเกตการณ์ของประชาชน

 

“มันมีความเข้มแปลกๆ ในการแนะนำตัว การแนะนำตัวควรเป็นเครื่องมือหนึ่งให้ประชาชนได้เห็นผู้สมัคร และเห็นกระบวนการร่วมอยู่ในสายตาตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตัวกฎหมายให้อำนาจไว้แล้วว่าพอทำได้ยังไง แต่ทำไม กกต. ถึงออกระเบียบให้ขัดกับกฎหมายเสียเองจนศาลปกครองต้องมาเพิกถอนระเบียบ คุณควรทำให้ถูกระเบียบแต่แรก หรือคุณกำลังจงใจให้ประชาชนอยู่ห่างกระบวนการนี้รึเปล่า ถ้าสิ่งที่เราพูดหรือที่เราสื่อสารไม่เป็นความจริง ถ้าไม่มีการฮั้ว ไม่มีพรรคการเมืองสีโทนเย็นหรือสีอะไรก็ตามมาเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ สิ่งที่ง่ายในการยืนยันว่าท่านสุจริตเที่ยงธรรม คือการสั่งฟ้อง สว. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด” นันทวัฒน์กล่าว

 

ส่วน รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กกต. มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานส่งศาลฎีกาวินิจฉัย ไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัดสินใจเอง แต่ปัจจุบันกลับตั้งกรรมการหลายชุดจนล่าช้า ทั้งที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์นับพัน

 

“ผมมองไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไม กกต. ต้องเอาตัวเองมารับคมหอกคมดาบแทนคนเหล่านี้ ทั้งที่จริงการให้เขาไปพิสูจน์ในชั้นศาล แล้วคลายข้อคลางแคลงใจของสังคมจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด” รศ.ดร.มุนินทร์กล่าว

 

ขณะที่ ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขบวนการนี้เกิดจากโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ปี 60 และระบอบธนาธิปไตยที่มีนักการเมืองใหญ่คุ้มหัว พร้อมเสนอฝ่ายค้านให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยเฉพาะที่มาของ สว. รวมถึงควบคุมให้ประชาชนเลือก สว. ได้เพียงคนเดียวเพื่อให้ สว. ที่ดีงามเข้ามาทำหน้าที่ได้มากขึ้น

 

“ถ้า กกต. ไม่ส่งคดีขึ้นศาลฎีกา ก็ต้องเล่นงาน กกต. ให้ติดคุกให้ได้จะข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ นักกฎหมายไปดูว่าจะเล่นงานอย่างไร และผมอยากเห็น กกต. เหมือน กกต.ชุดแรก ท่านมีประโยคหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ท่านบอกว่าท่านจะไม่ยอมให้นักเลือกตั้งสกปรกเหยียบตีนบันไดรัฐสภา ฉะนั้นอย่าไปรับรองก่อนสืบสวนสอบสวน” ธีรภัทร์กล่าว

 

พริษฐ์ได้สรุป 5 พฤติกรรมของ กกต. ที่ทำให้ประชาชนหมดความไว้วางใจ ได้แก่ 1. การออกระเบียบที่ไม่รัดกุมเปิดช่องให้ทำโพย 2. การตรวจคุณสมบัติหลวมจนมีผู้ขาดคุณสมบัติหลุดเข้ามา 3. การปล่อยปละละเลยความผิดปกติในวันเลือกจริง 4. การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาส่อแววเตะถ่วงและเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และ 5. ความกังวลเรื่องการเตรียมเป่าคดี โดยอ้างหลักฐานไม่เพียงพอ

 

พริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หลักฐานที่มีในปัจจุบัน ทั้งโพย เส้นทางการเงิน คลิปเสียง และพยานบุคคล นั้นมีน้ำหนักมากพอตามกฎหมายที่ กกต. จะต้องสั่งฟ้องต่อศาลฎีกา การนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณชนครั้งนี้ก็เพราะไม่มั่นใจในความตรงไปตรงมาของ กกต. และหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่อย่างถูกต้องด้วยการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยตามมติของคณะอนุไต่สวนชุดเดิม เพื่อคืนความกระจ่างให้แก่สังคม

 

 

ภาพกลุ่มวิปฝ่ายค้าน พยาน และนักวิชาการ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยหลักฐานการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ 1ภาพกลุ่มวิปฝ่ายค้าน พยาน และนักวิชาการ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยหลักฐานการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ 2ภาพกลุ่มวิปฝ่ายค้าน พยาน และนักวิชาการ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยหลักฐานการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ 3ภาพกลุ่มวิปฝ่ายค้าน พยาน และนักวิชาการ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยหลักฐานการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ 4ภาพกลุ่มวิปฝ่ายค้าน พยาน และนักวิชาการ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยหลักฐานการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ 5ภาพกลุ่มวิปฝ่ายค้าน พยาน และนักวิชาการ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยหลักฐานการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ 6

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising