วันนี้ (4 สิงหาคม) เวลา 15.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4/2569 ว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในการตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน โดยหลังจากนี้ที่ประชุมจะจัดทำรายงานและปรับปรุงข้อเสนอแนะ ก่อนส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการโดยเร็วต่อไป
ปกรณ์ย้ำว่า คณะกรรมการฯ ได้ทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏแล้วว่า กระบวนการที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง และมีขั้นตอนใดที่มีข้อบกพร่อง โดยพบข้อบกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีหน่วยงาน ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 100 คน
ส่วนการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น ปกรณ์กล่าวว่า จะดำเนินการตามลำดับ เนื่องจากรายงานดังกล่าวจะเป็นสารตั้งต้นที่ระบุว่ากระบวนการมีข้อบกพร่องอย่างไร และควรดำเนินการต่อไปอย่างไร เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ
สำหรับกรณีที่มีการประกาศผลสอบไปแล้ว ปกรณ์ระบุว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะรับไปดำเนินการต่อ พร้อมยอมรับว่า กรณีดังกล่าวมีการพาดพิงถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหลายราย ขณะที่คู่สัญญาก็มีปัญหาบางประเด็น ซึ่งต้องดำเนินการทางแพ่งเรื่องสัญญา เนื่องจากเรื่องดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อรัฐเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ปกรณ์ยังระบุว่า กรณีดังกล่าวจะต้องมีการสอบใหม่ทั้งหมด เพราะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กร แต่กลับปล่อยให้เกิดข้อบกพร่องและนำมาสู่เหตุการณ์ดังกล่าว ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยคงจะดำเนินการต่อ พร้อมพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล ก่อนทิ้งท้ายว่า ‘เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ’
ขณะที่ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ใช้เวลาในการตรวจสอบภายใน 30 วัน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยย้อนกลับไปดูจุดกำเนิดตั้งแต่การขออัตราว่ามีที่มาอย่างไร พบความผิดปกติในเรื่องการขออัตรา ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวเลขการรับรองและการบรรจุ โดยมีปริมาณมากกว่าการขออัตรา และเป็นข้อสังเกตที่เสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในการพิจารณากรอบอัตรา
ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ตรวจสอบตั้งแต่ก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ ว่ามีข้อบกพร่องหรือจุดผิดสังเกตที่นำไปสู่การทุจริตหรือไม่ โดยก่อนการสอบได้พิจารณาข้อมูลจากเอกสาร และเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ รวมถึงตรวจสอบว่าทีโออาร์ที่ออกมานั้นถูกต้อง หรือมีการเอื้อประโยชน์หรือไม่
ขณะที่ระหว่างสอบได้ตรวจสอบการควบคุมการสอบ การแบ่งศูนย์สอบ แต่ช่วงที่สำคัญคือหลังการสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบพบประเด็นเรื่องการแก้ไขคะแนน การประกาศรับรองบุคคลที่ผ่านการสอบ โดยมีการแก้ไขทั้งจำนวนและพบความผิดปกติของใบคะแนน
ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ได้มาถือว่ามีข้อยุติในเบื้องต้น และจะจัดทำข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องตัวบุคคลที่เข้าข่ายอาจต้องถูกดำเนินคดี ทั้งทางแพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อโดยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากคณะกรรมการไม่มีหน้าที่ในส่วนนี้
ส่วนการปรับปรุงทบทวนองค์คณะ หรือวิธีการทั้งหมด พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า จะเสนอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสำนักงาน ก.พ. รับผิดชอบในแต่ละส่วน ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ท. และ ป.ป.ง. จะดำเนินการในมิติของการดำเนินคดี
ทั้งนี้ ถือเป็นบทสรุปที่จัดทำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับความเห็นแล้ว และจะปรับรายละเอียดอีกเล็กน้อย คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 วัน ก่อนนำเสนอประธานและคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง และรายงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป


