วันนี้ (29 สิงหาคม) ที่ อาคารรัฐสภา ในเวทีเสวนาผู้นำฝ่ายค้านการเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ชัยธวัช ตุลาธน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน ได้ร่วมแสดงทัศนะต่อความล้มเหลวของกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐในปัจจุบัน
ชัยธวัช เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดียุบพรรคก้าวไกล กับกรณีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตเลือกระดับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่ามีมาตรฐานที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว โดยกรณีพรรคก้าวไกล กกต. เร่งรัดส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญทันทีโดยไม่รอสำนวนไต่สวน อ้างเหตุว่าความปรากฏแล้ว แต่ในกรณีการทุจริตเลือกระดับ สว. ที่ปรากฏพฤติกรรมชัดเจนตั้งแต่ต้น กระบวนการกลับเป็นไปอย่างล่าช้า
อดีตผู้นำฝ่ายค้านระบุว่า สังคมไทยเคยมีความหวังกับการสร้างองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจฉ้อฉล แต่องค์กรเหล่านี้กลับกลายเป็นผู้ใช้อำนาจฉ้อฉลเสียเอง ขณะที่ประชาชนกลับมีอำนาจในการตรวจสอบลดลงเรื่อย ๆ นอกจากนี้ วิกฤตอำนาจนิยมมิได้มาจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มผู้มีอำนาจหลังม่านและการรัฐประหาร
ชัยธวัช กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 และกลไกการเมืองหลังปี 2557 ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบถ่วงดุล แต่ถูกออกแบบมาเพื่อกำกับและควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งให้เชื่อง ต่อผู้มีอำนาจ ผ่านกระบวนการขององค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ สว. โดยยกตัวอย่างการทำงานของ ป.ป.ช. ที่มักเลือกฟ้องหรือชะลอคดีนักการเมืองตามขั้วอำนาจในขณะนั้น
สำหรับคดีฮั้วเลือก สว. ชัยธวัช มองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงพัฒนาการล่าสุดของระบอบสีน้ำเงิน ที่พยายามรักษากลไกกำกับอำนาจไว้ เพราะ สว. เป็นแกนกลางในการแต่งตั้งองค์กรอิสระและเป็นสลักสำคัญในการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงมีการทุจริตอย่างเป็นระบบโดยอ้างสถาบันเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
ชัยธวัช ทิ้งท้ายว่า ปรากฏการณ์ทั้งหมดสะท้อนว่า สังคมไทยจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อหยุดยั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


