วันนี้ (16 กันยายน) เวลา 15.50 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และ พ.ศ. 2568 โดยมีเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
ภราดร ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายตั้งคำถามต่อ กกต. ถึงการดำเนินการกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หลัง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า ฝ่ายของตนถูกกล่าวหามานานกว่า 2 ปีว่าเกี่ยวข้องกับ ‘กระบวนการฮั้ววงใหญ่ที่สุดในประเทศไทย’ และมีการพาดพิงถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
ภราดรตั้งคำถามว่า หาก กกต. ทั้ง 7 คนเชื่อว่ามีกระบวนการฮั้วจริงตามสำนวนอนุกรรมการชุดที่ 26 เหตุใดจึงลงมติแยกเป็นรายบุคคล ตั้งแต่หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค รวมถึงตัวเขาเอง แทนที่จะมีมติในภาพรวมว่า มีกระบวนการฮั้วเกิดขึ้นจริงหรือไม่
“หากเชื่อว่ามีกระบวนการฮั้วเหมือนสำนวนชุดที่ 26 ทำไมไม่มีการลงมติว่าทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการหรือไม่ เหตุใดจึงลงมติรายบุคคล”
ภราดรกล่าวว่า การที่ กกต. ลงมติรายบุคคลและมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า บุคคลที่ถูกพิจารณาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามว่า กกต. เองมีข้อสรุปว่ามีกระบวนการฮั้วอยู่จริงหรือไม่ และได้ตรวจสอบประเด็นนี้ด้วยตัวเองหรือเพียงพิจารณาตามสำนวนของอนุกรรมการ
จากนั้นภราดรย้อนถึงที่มาของกระบวนการ โดยกล่าวว่า วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ดีเอสไอแจ้ง กกต. ว่าคดีมีมูล แต่ กกต. ไม่รับเรื่อง เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ต่อมา วันที่ 6 มีนาคม 2568 มีการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการคดีพิเศษ โดยภราดรตั้งคำถามถึงอำนาจของดีเอสไอในการเข้ามาดำเนินการเรื่องดังกล่าว
ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2568 กกต. ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 16 ทั้งที่มีคณะกรรมการชุดเดิมอยู่แล้ว 25 ชุด โดยภราดรตั้งข้อสังเกตว่า มีการนำเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 คนเข้ามาอยู่ในคณะอนุกรรมการ และนำสำนวนของดีเอสไอเข้าไปอยู่ในอนุกรรมการชุดที่ 26
ภราดรตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้เกิดภาพว่ามี ‘กระบวนการ’ ฮั้วเกิดขึ้น พร้อมกล่าวถึงพยานในสำนวนชุดที่ 16/26 ซึ่งกลับคำให้การ โดยอ้างว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้สอบพยานกดดันและข่มขู่ว่า พยานเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาและอาจได้รับโทษ หากไม่ให้ความร่วมมือ ก่อนพยายามให้พยานให้การในลักษณะที่เป็นการกล่าวหาฝ่ายของตน
ภราดรยังยกกรณีผู้ถูกกล่าวหาบางรายจากอุบลราชธานีและศรีสะเกษ พร้อมตั้งคำถามว่า หากมีข้อกล่าวอ้างว่ากระบวนการดังกล่าวต้องเกิดในจังหวัดเล็กเพื่อควบคุมง่าย เหตุใดบุคคลจากจังหวัดเหล่านี้จึงถูกกล่าวหาด้วย โดยระบุว่าบางรายเป็นกรรมการพรรค
ภราดรตั้งข้อสังเกตต่อว่า การกล่าวหากรรมการบริหารพรรคอาจมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงพรรคภูมิใจไทยเข้ากับเรื่องดังกล่าว และอ้างว่าปลายทางอาจนำไปสู่การยุบพรรค
“จุดประสงค์ต้องการที่จะให้พรรคภูมิใจไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วปลายทางสุดท้ายนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทย”
ภราดรยังกล่าวถึง เอกรินทร์ ดอนดง อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้สมัคร สว. จังหวัดสมุทรปราการที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง และเป็นผู้ร้องในคดีดังกล่าว โดยอ้างว่า เอกรินทร์นำเจ้าหน้าที่เข้าไปสอบพยาน และกล่าวหาว่ามีการบังคับหรือกดดันให้พยานให้การตามที่ต้องการ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลดังกล่าวกับผู้มีอำนาจในขณะนั้น
“ผมเชื่อมโยงว่าจะใส่ร้ายพวกผม และมีธงปลายทางว่าจะต้องยุบพรรคภูมิใจไทยให้ได้”
ภราดรกล่าวถึงอีกประเด็นสำคัญ คือ ‘โพย’ ที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาของ กกต. โดยตั้งคำถามว่า กกต. ตรวจสอบหรือไม่ว่า โพยดังกล่าวถูกส่งมาเมื่อใด และจัดทำขึ้นก่อนหรือหลังทราบผลการเลือก สว. 100 คน
“เคยไปดูหรือไม่ว่าโพยดังกล่าวเป็นโพยจริงหรือโพยปลอม และทำหลังจากที่มีการเลือกตั้งเสร็จแล้วหรือไม่ เพราะจะมั่นใจได้อย่างไรว่าโพยนี้เป็นโพยที่เกิดขึ้นในสนามเลือกตั้งในเมืองทองธานีวันนั้น”
ภราดรระบุว่า ผู้ร้องอ้างว่าเก็บโพยได้จากห้องน้ำหรือบนพื้น จึงตั้งคำถามถึงน้ำหนักของหลักฐานว่า สามารถยืนยันได้อย่างไรว่าโพยดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในวันเลือกตั้ง พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า อาจมีการจัดทำโพยภายหลังจากทราบผลผู้ชนะ แล้วใส่ตัวเลขย้อนหลังให้ตรงกันหลายฉบับ
“ผมตั้งข้อสงสัยได้หรือไม่ว่าโพยดังกล่าวทำหลังจากที่ได้ตัวผู้ที่ชนะการเลือกตั้งทั้งสองคนแล้ว ค่อยมาใส่เลขทีหลังให้เหมือนกันสัก 40-50 โพย”
ภราดรย้ำว่า สิ่งที่ต้องการคำตอบจาก กกต. มีทั้งเรื่องกระบวนการตรวจสอบและน้ำหนักของหลักฐาน โดยเฉพาะในฐานะผู้ถูกกล่าวหามานานกว่า 2 ปี ว่า กกต. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงรอบด้านและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหามากน้อยเพียงใด


