×

ตรวจการบ้าน 4 ปี ชัชชาติ จาก 9 ด้าน 9 ดี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030

14.05.2026
  • LOADING...
ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030

HIGHLIGHTS

  • เมื่อเข็มนาฬิกาของการบริหารเมืองหลวงเดินทางมาใกล้ถึงหมุดหมายครบ 4 ปี จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการนัดตรวจการบ้าน ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ชายผู้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วยฉันทามติมหาชนอย่างถล่มทลาย พร้อมภารกิจพลิกโฉมเมืองผ่านยุทธศาสตร์เส้นเลือดฝอยที่มุ่งหวังจะเปลี่ยนชีวิตคนกรุงจากฐานราก
  • ผ่านการพูดคุยในรายการ The Secret Sauce EP.964 กับ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ซึ่งผู้ว่าฯ ชัชชาติ ไม่ได้เพียงแค่รีวิวผลงานที่ผ่านมา แต่ยังเริ่มกางพิมพ์เขียวฉบับใหม่ที่มองไกลไปถึงปี 2030 ในวันที่มหานครแห่งนี้กำลังถูกท้าทายด้วยคลื่นเทคโนโลยีและความเหลื่อมล้ำที่ซับซ้อนขึ้น

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นิยามหัวใจของการบริหารงาน กทม. ว่าไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่คือการวางยุทธศาสตร์ที่แม่นยำตั้งแต่วันแรก ตัวเขาเปรียบการบริหารข้าราชการกว่า 8 หมื่นคนว่าหากไม่มีการวิเคราะห์โรคที่ถูกต้อง เมืองจะไม่มีทางเดินหน้าได้

 

 
 

ฉะนั้นนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี จึงถูกแปรสภาพเป็นแผนปฏิบัติงานกว่า 214 ข้อที่ต้องพร้อมปฏิบัติการได้ทันที โดยผู้ว่าฯ วางบทบาทตัวเองเป็นเพียง Conductor หรือผู้คุมวงดนตรีขนาดใหญ่ให้บรรเลงโน้ตตัวเดียวกันผ่านตัวชี้วัดที่ชัดเจนในทุกเขตพื้นที่

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 1

 

“ผมว่าจุดแข็งของเราคือเราเริ่มด้วย Strategy ที่ดี เรามีการวิเคราะห์สถานการณ์ค่อนข้างดี แล้วเราก็มี Guiding Policy ชัดเลยว่าเราจะทำ 9 ด้าน 9 ดี… แล้วสุดท้ายเรามี Action Plan ที่ชัดตั้งแต่วันแรกเลย… ซึ่งทำให้ทุกหน่วยงานสามารถดำเนินการตาม Strategy เราได้ทันทีเลย”

 

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดซึ่งกลายเป็นชิ้นงานโบแดง ของการเปลี่ยนผ่าน กทม. ยุคนี้ คือแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ซึ่งชัชชาตินิยามว่าเป็น การปฏิรูประบบราชการโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย เครื่องมือนี้ไม่ได้เข้ามาเพื่อรับเรื่องร้องเรียนเท่านั้น แต่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนทิศทางอำนาจ จากเดิมที่ข้าราชการต้องคอยฟังคำสั่งจากผู้ว่าฯ แบบ Top-down ให้กลับหลังหันไปยึดปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้งแบบ People-centric แทน

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 2

 

ผู้ว่าฯ อธิบายว่าระบบนี้ได้ทลายปราการของตัวกลาง หรือขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อน ทำให้ประชาชนสื่อสารตรงถึงเจ้าหน้าที่หน้างานได้ทันที นำไปสู่ความคล่องตัว และประสิทธิภาพในการปิดงานเฉลี่ยเพียง 1.9 วัน

 

พลังของแพลตฟอร์มนี้ยังสะท้อนผ่านความสามารถในการขยายตัว ที่รองรับเรื่องร้องเรียนกว่า 1.3 ล้านเรื่อง ซึ่งระบบกระดาษแบบเดิมไม่มีทางรับมือได้ พร้อมการเข้าถึงข้อมูลแบบ 24/7 และการใช้ AI วิเคราะห์แยกประเภทปัญหาโดยอัตโนมัติ

 

ท้ายที่สุด Traffy Fondue ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า Trust Protocol หรือโปรโตคอลแห่งความไว้วางใจ เมื่อประชาชนเห็นปัญหาถูกแก้ไขจริง พวกเขาจะกลายเป็นแนวร่วมในการพัฒนาเมือง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจเปลี่ยนเมืองได้ทุกวินาที ไม่ใช่แค่เพียงทุก 4 ปีในคูหาเลือกตั้ง

 

“กทม. มีทราฟฟี่ ฟองดูว์ ผมบอกทีมงานว่าที่เขาร้องเรียน เขาด่าเรามา 1.3 ล้านเรื่องไม่ใช่เราไม่ดี แต่เพราะเขาไว้ใจเรา ถ้าเขาไม่ไว้ใจคงไม่ยกโทรศัพท์ขึ้นมา 1.3 ล้านหน”

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 3

 

เผชิญหน้า ‘โจทย์หิน’ หนี้สาธารณะและปมคอร์รัปชัน

 

ในอีกด้านหนึ่ง ชัชชาติยอมรับว่าหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว มูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท คือภาระที่หนักหน่วงและซับซ้อนที่สุด หนี้ก้อนนี้มหาศาลเทียบเท่ากับการสร้างโรงพยาบาลได้ถึง 10 แห่ง โดยมีต้นตอจากสัญญาจ้างเดินรถ (E&M) ที่ทำไว้ล่วงหน้ายาวไปจนถึงปี 2585 ซึ่ง กทม. ต้องแบกรับผลขาดทุนรายปีจากการที่รายได้ค่าโดยสารไม่ครอบคลุมค่าจ้าง

 

ยุทธศาสตร์ที่ตัวเขาเลือกใช้คือการบริหารจัดการตามคำสั่งศาลอย่างรอบคอบควบคู่กับการสะสมรายได้เข้าตุ่มเงินสะสม เพื่อเตรียมชำระหนี้ก้อนใหญ่โดยไม่กู้ยืมเพิ่มเติม

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 4

 

“รถไฟฟ้าสีเขียวผมจ่ายหนี้ 60,000 ล้าน ผมว่าไม่มีใครที่ทำเมกะโปรเจกต์ใหญ่เท่ากับเรื่องนี้แล้ว ไม่มีท้องถิ่นไหนที่ทำในแง่ของการลงทุน”

 

สำหรับวิสัยทัศน์ในระยะยาว ชัชชาติมองไปที่ปี 2572 เมื่อสัมปทานสายหลักกลับมาเป็นของ กทม. เขาเสนอแนวคิดคืนให้รัฐบาล เพื่อบริหารแบบ เครือข่ายเดียว (Network Strategy) ซึ่งจะช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด และสามารถทำนโยบายตั๋วร่วมใบเดียวในราคาประหยัด 20-40 บาทตลอดสายได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการแยกบริหารโดย กทม. เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งจะช่วยคืนงบประมาณ 10% ที่ กทม. ต้องจ่ายเป็นค่าเดินรถ กลับมาพัฒนาพื้นที่ทางเท้าหรือระบบขนส่งรอง (Feeder) แทน

 

ควบคู่ไปกับภาระหนี้ ปัญหาคอร์รัปชัน ยังคงเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดของเมือง ชัชชาติยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่านี่คือปัญหาฝังรากลึกที่ยังขจัดไม่หมดสิ้น 100% แต่ที่ผ่านมาได้ดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดด้วยการไล่ออกและให้ออกข้าราชการไปแล้วถึง 41 คน

 

ชัชชาติระบุว่า กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่มีราคาสูงเกินจริง เป็นประเด็นที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจและกังวลมาก โดยถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี และเป็นสิ่งที่เขารู้สึกผิดหวังที่ยังมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นภายใต้การกำกับดูแล แม้จะมีการประกาศนโยบายความโปร่งใสตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานก็ตาม

 

“เรามีการสอบสวน แต่ว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่เรื่องการลงโทษ… แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างในการทำงบประมาณ”

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 5

 

ยุทธศาสตร์ถัดไปคือการใช้ Digital Transformation เข้ามาปิดช่องโหว่ของการใช้ดุลยพินิจ โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตก่อสร้างผ่านระบบออนไลน์ และการเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือการประกาศนโยบายห้ามซื้อขายตำแหน่ง ชัชชาติอธิบายเพิ่มเติมว่า หากข้าราชการต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง เมื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนั้นแล้ว สิ่งแรกที่พวกเขาจะทำคือการหาผลประโยชน์เพื่อคืนทุน และสร้างกำไรให้ตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับ ตั้งแต่การเรียกรับสินบนไปจนถึงการทุจริตงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง หากตัดวงจรการซื้อขายตำแหน่งได้ ก็เท่ากับตัดต้นตอใหญ่ของคอร์รัปชันออกไป

 

การห้ามซื้อขายตำแหน่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Trust Protocol ภายในองค์กร ชัชชาติเชื่อว่าวัฒนธรรมความซื่อสัตย์ต้องเริ่มจากระดับบนสุด หากผู้บริหารระดับสูงโปร่งใสและไม่รับผลประโยชน์ นโยบายนี้จะแผ่ขยายลงไปสู่ระดับปฏิบัติการ ทำให้ข้าราชการกล้าที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม

 

“เรื่องซื้อขายตำแหน่งห้ามเด็ดขาดเพราะมันคือจุดเริ่มต้นของหายนะ ถ้าเกิดมีการวิ่งเต้นตำแหน่งเมื่อไหร่อันนี้คือจุดหายนะ …เพราะว่าเราได้คนที่ไม่เก่งเข้ามาทำงาน”

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 6

 

กางพิมพ์เขียว ‘Bangkok 2030’ มหานครแห่งผลิตภาพ

 

“ผมว่า 4 ปีต่อไปเป็นช่วงเวลาสำคัญมากๆ ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ แต่คือทั้งโลกมันเป็นช่วงที่มันกำลัง exponential growth เราต้องเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาเพิ่ม Productivity ให้เมือง เพิ่มผลิตภาพให้เมือง…4 ปีหลังจากนี้จะเป็น Game Changer สำคัญ”

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 7

 

เมื่อมองไปถึงปี 2030 ชัชชาติวิเคราะห์ว่าเมืองกำลังเข้าสู่ยุค Exponential City ที่เทคโนโลยีจะก้าวกระโดดแบบทวีคูณตามหลัก มัวร์ ลอว์ (Moore’s Law) หากกรุงเทพฯ ยังบริหารแบบเดิม จะตกขบวนการแข่งขันโลกทันที เขาตั้งโจทย์ว่าเมืองคือตลาดแรงงาน ที่ต้องดึงดูดคนเก่ง ไว้ให้ได้ โดยมีหัวใจสำคัญคือคำว่า Productivity (ผลิตภาพ) ผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ

 

  • Smart Management Scale-up การยกระดับสู่ Data-Driven City Management เต็มรูปแบบ ติดตั้ง AI ควบคุมไฟจราจรทั้ง 500 แยก และใช้ GPS ติดตามรถบริการ กทม. ทุกคันเพื่อความแม่นยำ 100%
  • Social Infrastructure Revolution ปูพรม Digital Classroom ทุกห้องเรียน และใช้ Telemedicine เชื่อมโยงสุขภาพคนเมือง เพื่อลดวงจร โง่-จน-เจ็บ อย่างยั่งยืน
  • The Romantic Infrastructure สร้างแลนด์มาร์กที่เห็นค่าของความเป็นมนุษย์ เช่น สะพานเดินเท้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และการพัฒนาที่ดินริมน้ำกองสลากเก่าฝั่งธนฯ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่มีสวนดาดฟ้าเปิดพื้นที่ชมวิวเมืองให้คนทุกระดับชั้นอย่างเท่าเทียม
  • Cultural & Creative Spaces ยกระดับ Soft Power ผ่านการจัดตั้ง Concert Hall หรือ Symphony Hall มาตรฐานโลก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสร้างคุณภาพชีวิตเชิงสุนทรียภาพ

 

ความท้าทายทางการเมืองและการร่วมใจพัฒนาเมือง

 

ในการขับเคลื่อนแผนงานทั้งหมด ชัชชาติมองสมาชิกสภา

 

กรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เป็นหุ้นส่วนสำคัญ แม้ระบบเลือกตั้งจะแยกส่วนกันและไม่มีหลักประกันเรื่องเสียงข้างมาก แต่เขาใช้หลักการให้เกียรติและเน้นความร่วมมือมากกว่าการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การลงพื้นที่ร่วมกับ ส.ก. เพื่อรับฟังปัญหาจริงช่วยให้แผนปฏิบัติการ ได้รับการสนับสนุนโดยไม่ติดหล่มการเมือง เพราะเชื่อว่าหากผลงานตอบโจทย์ประชาชน ส.ก. ย่อมให้การสนับสนุนด้วยเป้าหมายเดียวกัน

 

“หลักการของผู้ว่าต้องอยู่กับคนที่ประชาชนเลือกให้ได้ ต้องบริหารความหลากหลายให้ได้ ผมเชื่อว่าที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก ผมจำไม่ได้เลยว่า ส.ก. ท่านนี้อยู่พรรคไหน ผมเชื่อว่าเราดูแลทุกคน เราให้เกียรติทุกคนว่าคือคนที่ประชาชนเลือกมา”

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 8

 

ความสนุกไม่ใช่เพียงความรื่นเริงชั่วคราว แต่เป็นปรัชญาการทำงาน

 

ชัชชาติ ระบุว่าความสนุกนี้เริ่มต้นจากการแปรเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้กลายเป็นการลงมือทำจริง เพราะหากคนทำงานไม่รู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำ งานนั้นจะกลายเป็นภาระที่ขาดพลังสร้างสรรค์ สำหรับเขาแล้ว ความสนุกคือการได้เห็นแผนงานที่วางไว้ถูกนำไปปฏิบัติจนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ซึ่งเขามักจะย้ำเสมอว่างานเมืองไม่ใช่การออกไปสู้รบกับใคร แต่เป็นการนำเสนอไอเดียและลงมือทำให้ดีที่สุดภายใต้บรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนา

 

ความสนุกที่เป็นรูปธรรมที่สุดยังมาจากพลังของการเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านการลงพื้นที่เรียนรู้จากโลกความจริง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งตอนเช้าเพื่อพูดคุยกับพนักงานกวาดถนน พนักงานเก็บขยะ หรือการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนข้อมูลที่มีชีวิตและน่าสนใจยิ่งกว่าการอ่านรายงานในห้องทำงาน

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 9

 

“คำแรกที่ผมเขียนแคมเปญเลยคือต้องสนุก คืองานมันต้องสนุก งานเราไม่ได้ไปต่อยมวยหรือไปสู้กับใคร เราทำของเราเสนอไอเดียให้ดีที่สุด โครงการต่างๆ ที่เสนอมาก็ให้มันสนุก ถ้าไม่สนุกสนุกแสดงว่ามันมีอะไรผิดก็ต้องไปปรับวิธีคิด”

 

ผู้ว่าฯ กล่าวว่าแม้ในวันที่ต้องรับฟังการตำหนิจากประชาชนโดยตรง ส่วนตัวก็ยังมองเห็นแง่มุมของความสนุกในฐานะโอกาสที่ได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนที่แท้จริง ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้สำเร็จลุล่วงด้วยความเข้าใจ

 

“มีผู้ชายกับลูกขี่มอเตอร์ไซค์มา แล้วก็มายืนด่าผม น้ำท่วมมากี่ปีแล้วไม่เคยมา เราก็ตามไปดูเลย แล้วก็ปรับปรุง เขาไม่ได้มาเพราะการเมือง เขามาเพราะเขาเดือดร้อนจริงๆ เพราะฉะนั้นพอเราไม่ได้ตัดสินว่าเขาเป็นคนการเมือง ไม่ตัดสินว่าเขามาดิสเครดิต เราตัดสินว่าเขาโกรธ เขาเดือดร้อน เขา need help จริงๆ ก็ต้องแก้”

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 10

 

หัวใจสำคัญที่เป็นแกนกลางของความสนุกนี้คือความสุขที่ได้เห็นคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นผ่านชัยชนะเล็ก ๆ ในระดับเส้นเลือดฝอย ไม่ว่าจะเป็นการได้เห็นแสงสว่างจากโคมไฟหน้าบ้านชาวบ้านที่กลับมาติดอีกครั้ง การเห็นทางเท้าที่ราบเรียบปลอดภัยสำหรับคนทุกกลุ่ม หรือการที่น้ำในซอยสามารถระบายได้รวดเร็วขึ้นหลังฝนตก

 

“เมืองไม่ได้ดีเพราะกทม แต่ทุกคนต้องไปด้วยกัน เพราะเมืองคือคน คนคือเมือง… ถ้าเกิดทุกคนช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย ผมว่าเมืองมันดีขึ้นได้”

 

ชัชชาติเน้นย้ำว่า 4 ปีที่ผ่านมาคือการวางรากฐาน แต่ 4 ปีข้างหน้าคือการ ก้าวกระโดด เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเมืองที่ให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าลูกหลานของคนกวาดถนนหรือมหาเศรษฐี ต้องเข้าถึงสวัสดิการที่มีคุณภาพเหมือนกันได้ เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่ายังคงสนุก กับงานเมือง เพราะความสุขคือการได้เห็นไฟส่องสว่างติด หรือทางเท้าที่ราบเรียบขึ้นในทุกวัน

 

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ให้โอกาสกับความหวังกับทุกคนได้ …เรื่องความเหลื่อมล้ำมันต้องลดลง …ทุกคนเท่าเทียม การศึกษา สาธารณสุข”

 

ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมข้อความตรวจการบ้าน 4 ปี สู่พิมพ์เขียว Bangkok 2030 11

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising