ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นิยามหัวใจของการบริหารงาน กทม. ว่าไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่คือการวางยุทธศาสตร์ที่แม่นยำตั้งแต่วันแรก ตัวเขาเปรียบการบริหารข้าราชการกว่า 8 หมื่นคนว่าหากไม่มีการวิเคราะห์โรคที่ถูกต้อง เมืองจะไม่มีทางเดินหน้าได้
ประเด็นสำคัญ
ฉะนั้นนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี จึงถูกแปรสภาพเป็นแผนปฏิบัติงานกว่า 214 ข้อที่ต้องพร้อมปฏิบัติการได้ทันที โดยผู้ว่าฯ วางบทบาทตัวเองเป็นเพียง Conductor หรือผู้คุมวงดนตรีขนาดใหญ่ให้บรรเลงโน้ตตัวเดียวกันผ่านตัวชี้วัดที่ชัดเจนในทุกเขตพื้นที่

“ผมว่าจุดแข็งของเราคือเราเริ่มด้วย Strategy ที่ดี เรามีการวิเคราะห์สถานการณ์ค่อนข้างดี แล้วเราก็มี Guiding Policy ชัดเลยว่าเราจะทำ 9 ด้าน 9 ดี… แล้วสุดท้ายเรามี Action Plan ที่ชัดตั้งแต่วันแรกเลย… ซึ่งทำให้ทุกหน่วยงานสามารถดำเนินการตาม Strategy เราได้ทันทีเลย”
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดซึ่งกลายเป็นชิ้นงานโบแดง ของการเปลี่ยนผ่าน กทม. ยุคนี้ คือแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ซึ่งชัชชาตินิยามว่าเป็น การปฏิรูประบบราชการโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย เครื่องมือนี้ไม่ได้เข้ามาเพื่อรับเรื่องร้องเรียนเท่านั้น แต่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนทิศทางอำนาจ จากเดิมที่ข้าราชการต้องคอยฟังคำสั่งจากผู้ว่าฯ แบบ Top-down ให้กลับหลังหันไปยึดปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้งแบบ People-centric แทน

ผู้ว่าฯ อธิบายว่าระบบนี้ได้ทลายปราการของตัวกลาง หรือขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อน ทำให้ประชาชนสื่อสารตรงถึงเจ้าหน้าที่หน้างานได้ทันที นำไปสู่ความคล่องตัว และประสิทธิภาพในการปิดงานเฉลี่ยเพียง 1.9 วัน
พลังของแพลตฟอร์มนี้ยังสะท้อนผ่านความสามารถในการขยายตัว ที่รองรับเรื่องร้องเรียนกว่า 1.3 ล้านเรื่อง ซึ่งระบบกระดาษแบบเดิมไม่มีทางรับมือได้ พร้อมการเข้าถึงข้อมูลแบบ 24/7 และการใช้ AI วิเคราะห์แยกประเภทปัญหาโดยอัตโนมัติ
ท้ายที่สุด Traffy Fondue ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า Trust Protocol หรือโปรโตคอลแห่งความไว้วางใจ เมื่อประชาชนเห็นปัญหาถูกแก้ไขจริง พวกเขาจะกลายเป็นแนวร่วมในการพัฒนาเมือง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจเปลี่ยนเมืองได้ทุกวินาที ไม่ใช่แค่เพียงทุก 4 ปีในคูหาเลือกตั้ง
“กทม. มีทราฟฟี่ ฟองดูว์ ผมบอกทีมงานว่าที่เขาร้องเรียน เขาด่าเรามา 1.3 ล้านเรื่องไม่ใช่เราไม่ดี แต่เพราะเขาไว้ใจเรา ถ้าเขาไม่ไว้ใจคงไม่ยกโทรศัพท์ขึ้นมา 1.3 ล้านหน”

เผชิญหน้า ‘โจทย์หิน’ หนี้สาธารณะและปมคอร์รัปชัน
ในอีกด้านหนึ่ง ชัชชาติยอมรับว่าหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว มูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท คือภาระที่หนักหน่วงและซับซ้อนที่สุด หนี้ก้อนนี้มหาศาลเทียบเท่ากับการสร้างโรงพยาบาลได้ถึง 10 แห่ง โดยมีต้นตอจากสัญญาจ้างเดินรถ (E&M) ที่ทำไว้ล่วงหน้ายาวไปจนถึงปี 2585 ซึ่ง กทม. ต้องแบกรับผลขาดทุนรายปีจากการที่รายได้ค่าโดยสารไม่ครอบคลุมค่าจ้าง
ยุทธศาสตร์ที่ตัวเขาเลือกใช้คือการบริหารจัดการตามคำสั่งศาลอย่างรอบคอบควบคู่กับการสะสมรายได้เข้าตุ่มเงินสะสม เพื่อเตรียมชำระหนี้ก้อนใหญ่โดยไม่กู้ยืมเพิ่มเติม

“รถไฟฟ้าสีเขียวผมจ่ายหนี้ 60,000 ล้าน ผมว่าไม่มีใครที่ทำเมกะโปรเจกต์ใหญ่เท่ากับเรื่องนี้แล้ว ไม่มีท้องถิ่นไหนที่ทำในแง่ของการลงทุน”
สำหรับวิสัยทัศน์ในระยะยาว ชัชชาติมองไปที่ปี 2572 เมื่อสัมปทานสายหลักกลับมาเป็นของ กทม. เขาเสนอแนวคิดคืนให้รัฐบาล เพื่อบริหารแบบ เครือข่ายเดียว (Network Strategy) ซึ่งจะช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด และสามารถทำนโยบายตั๋วร่วมใบเดียวในราคาประหยัด 20-40 บาทตลอดสายได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการแยกบริหารโดย กทม. เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งจะช่วยคืนงบประมาณ 10% ที่ กทม. ต้องจ่ายเป็นค่าเดินรถ กลับมาพัฒนาพื้นที่ทางเท้าหรือระบบขนส่งรอง (Feeder) แทน
ควบคู่ไปกับภาระหนี้ ปัญหาคอร์รัปชัน ยังคงเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดของเมือง ชัชชาติยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่านี่คือปัญหาฝังรากลึกที่ยังขจัดไม่หมดสิ้น 100% แต่ที่ผ่านมาได้ดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดด้วยการไล่ออกและให้ออกข้าราชการไปแล้วถึง 41 คน
ชัชชาติระบุว่า กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่มีราคาสูงเกินจริง เป็นประเด็นที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจและกังวลมาก โดยถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี และเป็นสิ่งที่เขารู้สึกผิดหวังที่ยังมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นภายใต้การกำกับดูแล แม้จะมีการประกาศนโยบายความโปร่งใสตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานก็ตาม
“เรามีการสอบสวน แต่ว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่เรื่องการลงโทษ… แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างในการทำงบประมาณ”

ยุทธศาสตร์ถัดไปคือการใช้ Digital Transformation เข้ามาปิดช่องโหว่ของการใช้ดุลยพินิจ โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตก่อสร้างผ่านระบบออนไลน์ และการเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการประกาศนโยบายห้ามซื้อขายตำแหน่ง ชัชชาติอธิบายเพิ่มเติมว่า หากข้าราชการต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง เมื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนั้นแล้ว สิ่งแรกที่พวกเขาจะทำคือการหาผลประโยชน์เพื่อคืนทุน และสร้างกำไรให้ตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับ ตั้งแต่การเรียกรับสินบนไปจนถึงการทุจริตงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง หากตัดวงจรการซื้อขายตำแหน่งได้ ก็เท่ากับตัดต้นตอใหญ่ของคอร์รัปชันออกไป
การห้ามซื้อขายตำแหน่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Trust Protocol ภายในองค์กร ชัชชาติเชื่อว่าวัฒนธรรมความซื่อสัตย์ต้องเริ่มจากระดับบนสุด หากผู้บริหารระดับสูงโปร่งใสและไม่รับผลประโยชน์ นโยบายนี้จะแผ่ขยายลงไปสู่ระดับปฏิบัติการ ทำให้ข้าราชการกล้าที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม
“เรื่องซื้อขายตำแหน่งห้ามเด็ดขาดเพราะมันคือจุดเริ่มต้นของหายนะ ถ้าเกิดมีการวิ่งเต้นตำแหน่งเมื่อไหร่อันนี้คือจุดหายนะ …เพราะว่าเราได้คนที่ไม่เก่งเข้ามาทำงาน”

กางพิมพ์เขียว ‘Bangkok 2030’ มหานครแห่งผลิตภาพ
“ผมว่า 4 ปีต่อไปเป็นช่วงเวลาสำคัญมากๆ ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ แต่คือทั้งโลกมันเป็นช่วงที่มันกำลัง exponential growth เราต้องเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาเพิ่ม Productivity ให้เมือง เพิ่มผลิตภาพให้เมือง…4 ปีหลังจากนี้จะเป็น Game Changer สำคัญ”

เมื่อมองไปถึงปี 2030 ชัชชาติวิเคราะห์ว่าเมืองกำลังเข้าสู่ยุค Exponential City ที่เทคโนโลยีจะก้าวกระโดดแบบทวีคูณตามหลัก มัวร์ ลอว์ (Moore’s Law) หากกรุงเทพฯ ยังบริหารแบบเดิม จะตกขบวนการแข่งขันโลกทันที เขาตั้งโจทย์ว่าเมืองคือตลาดแรงงาน ที่ต้องดึงดูดคนเก่ง ไว้ให้ได้ โดยมีหัวใจสำคัญคือคำว่า Productivity (ผลิตภาพ) ผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ
- Smart Management Scale-up การยกระดับสู่ Data-Driven City Management เต็มรูปแบบ ติดตั้ง AI ควบคุมไฟจราจรทั้ง 500 แยก และใช้ GPS ติดตามรถบริการ กทม. ทุกคันเพื่อความแม่นยำ 100%
- Social Infrastructure Revolution ปูพรม Digital Classroom ทุกห้องเรียน และใช้ Telemedicine เชื่อมโยงสุขภาพคนเมือง เพื่อลดวงจร โง่-จน-เจ็บ อย่างยั่งยืน
- The Romantic Infrastructure สร้างแลนด์มาร์กที่เห็นค่าของความเป็นมนุษย์ เช่น สะพานเดินเท้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และการพัฒนาที่ดินริมน้ำกองสลากเก่าฝั่งธนฯ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่มีสวนดาดฟ้าเปิดพื้นที่ชมวิวเมืองให้คนทุกระดับชั้นอย่างเท่าเทียม
- Cultural & Creative Spaces ยกระดับ Soft Power ผ่านการจัดตั้ง Concert Hall หรือ Symphony Hall มาตรฐานโลก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสร้างคุณภาพชีวิตเชิงสุนทรียภาพ
ความท้าทายทางการเมืองและการร่วมใจพัฒนาเมือง
ในการขับเคลื่อนแผนงานทั้งหมด ชัชชาติมองสมาชิกสภา
กรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เป็นหุ้นส่วนสำคัญ แม้ระบบเลือกตั้งจะแยกส่วนกันและไม่มีหลักประกันเรื่องเสียงข้างมาก แต่เขาใช้หลักการให้เกียรติและเน้นความร่วมมือมากกว่าการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การลงพื้นที่ร่วมกับ ส.ก. เพื่อรับฟังปัญหาจริงช่วยให้แผนปฏิบัติการ ได้รับการสนับสนุนโดยไม่ติดหล่มการเมือง เพราะเชื่อว่าหากผลงานตอบโจทย์ประชาชน ส.ก. ย่อมให้การสนับสนุนด้วยเป้าหมายเดียวกัน
“หลักการของผู้ว่าต้องอยู่กับคนที่ประชาชนเลือกให้ได้ ต้องบริหารความหลากหลายให้ได้ ผมเชื่อว่าที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก ผมจำไม่ได้เลยว่า ส.ก. ท่านนี้อยู่พรรคไหน ผมเชื่อว่าเราดูแลทุกคน เราให้เกียรติทุกคนว่าคือคนที่ประชาชนเลือกมา”

ความสนุกไม่ใช่เพียงความรื่นเริงชั่วคราว แต่เป็นปรัชญาการทำงาน
ชัชชาติ ระบุว่าความสนุกนี้เริ่มต้นจากการแปรเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้กลายเป็นการลงมือทำจริง เพราะหากคนทำงานไม่รู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำ งานนั้นจะกลายเป็นภาระที่ขาดพลังสร้างสรรค์ สำหรับเขาแล้ว ความสนุกคือการได้เห็นแผนงานที่วางไว้ถูกนำไปปฏิบัติจนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ซึ่งเขามักจะย้ำเสมอว่างานเมืองไม่ใช่การออกไปสู้รบกับใคร แต่เป็นการนำเสนอไอเดียและลงมือทำให้ดีที่สุดภายใต้บรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนา
ความสนุกที่เป็นรูปธรรมที่สุดยังมาจากพลังของการเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านการลงพื้นที่เรียนรู้จากโลกความจริง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งตอนเช้าเพื่อพูดคุยกับพนักงานกวาดถนน พนักงานเก็บขยะ หรือการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนข้อมูลที่มีชีวิตและน่าสนใจยิ่งกว่าการอ่านรายงานในห้องทำงาน

“คำแรกที่ผมเขียนแคมเปญเลยคือต้องสนุก คืองานมันต้องสนุก งานเราไม่ได้ไปต่อยมวยหรือไปสู้กับใคร เราทำของเราเสนอไอเดียให้ดีที่สุด โครงการต่างๆ ที่เสนอมาก็ให้มันสนุก ถ้าไม่สนุกสนุกแสดงว่ามันมีอะไรผิดก็ต้องไปปรับวิธีคิด”
ผู้ว่าฯ กล่าวว่าแม้ในวันที่ต้องรับฟังการตำหนิจากประชาชนโดยตรง ส่วนตัวก็ยังมองเห็นแง่มุมของความสนุกในฐานะโอกาสที่ได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนที่แท้จริง ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้สำเร็จลุล่วงด้วยความเข้าใจ
“มีผู้ชายกับลูกขี่มอเตอร์ไซค์มา แล้วก็มายืนด่าผม น้ำท่วมมากี่ปีแล้วไม่เคยมา เราก็ตามไปดูเลย แล้วก็ปรับปรุง เขาไม่ได้มาเพราะการเมือง เขามาเพราะเขาเดือดร้อนจริงๆ เพราะฉะนั้นพอเราไม่ได้ตัดสินว่าเขาเป็นคนการเมือง ไม่ตัดสินว่าเขามาดิสเครดิต เราตัดสินว่าเขาโกรธ เขาเดือดร้อน เขา need help จริงๆ ก็ต้องแก้”

หัวใจสำคัญที่เป็นแกนกลางของความสนุกนี้คือความสุขที่ได้เห็นคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นผ่านชัยชนะเล็ก ๆ ในระดับเส้นเลือดฝอย ไม่ว่าจะเป็นการได้เห็นแสงสว่างจากโคมไฟหน้าบ้านชาวบ้านที่กลับมาติดอีกครั้ง การเห็นทางเท้าที่ราบเรียบปลอดภัยสำหรับคนทุกกลุ่ม หรือการที่น้ำในซอยสามารถระบายได้รวดเร็วขึ้นหลังฝนตก
“เมืองไม่ได้ดีเพราะกทม แต่ทุกคนต้องไปด้วยกัน เพราะเมืองคือคน คนคือเมือง… ถ้าเกิดทุกคนช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย ผมว่าเมืองมันดีขึ้นได้”
ชัชชาติเน้นย้ำว่า 4 ปีที่ผ่านมาคือการวางรากฐาน แต่ 4 ปีข้างหน้าคือการ ก้าวกระโดด เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเมืองที่ให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าลูกหลานของคนกวาดถนนหรือมหาเศรษฐี ต้องเข้าถึงสวัสดิการที่มีคุณภาพเหมือนกันได้ เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่ายังคงสนุก กับงานเมือง เพราะความสุขคือการได้เห็นไฟส่องสว่างติด หรือทางเท้าที่ราบเรียบขึ้นในทุกวัน
“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ให้โอกาสกับความหวังกับทุกคนได้ …เรื่องความเหลื่อมล้ำมันต้องลดลง …ทุกคนเท่าเทียม การศึกษา สาธารณสุข”



