×

ถอดรหัสกัมพูชา เปลี่ยนท่าทีหนุนกลไก ‘ทวิภาคี’ แก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดน จริงใจหรือแค่เกมการเมือง

17.04.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบข่าวถอดรหัสท่าที กัมพูชา หนุนกลไกทวิภาคีแก้ปัญหาชายแดน ตั้งคำถามจริงใจหรือเป็นเพียงเกมการเมือง

“ทำไมเราถึงเลือกใช้กลไกทวิภาคี เพราะอย่างแรก มันช่วยหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้ดีที่สุดตามแนวทางแก้ปัญหาโดยสันติวิธี อย่างที่สอง เพราะมันรวดเร็ว ถ้าหากผ่าน UN หรืออาเซียน แนวทางเหล่านี้จะใช้เวลานานมาก ดังนั้นหากใช้กลไกที่รวดเร็วนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการตกลงกันในประเด็นที่สำคัญๆ ระหว่างทั้งสองฝ่าย ก็จงใช้กลไกนั้นต่อไป”

 

 
 

คำกล่าวของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในพิธีวางศิลาฤกษ์เพื่อเริ่มต้นการก่อสร้างคลองฟูนันเตโช ระยะที่ 2 เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการ ‘เปลี่ยนท่าที’ ที่สำคัญของรัฐบาลพนมเปญ โดยหันเข้าหากลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับไทย และยกให้เป็นแนวทางหลักในการสื่อสารและหาทางออกระหว่างทั้งสองประเทศ และชี้ถึงข้อดี คือ ‘ความรวดเร็วและประสิทธิภาพ’ ในการแก้ปัญหา แทนการฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก ที่อาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีในการตัดสิน ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนตกอยู่ในสภาวะของความไม่แน่นอน

 

ท่าทีของผู้นำกัมพูชาที่ส่งสัญญาณว่าต้องการเจรจาทวิภาคีกับไทยในช่วงเวลานี้ ถูกจับตามองว่ าอาจไม่ได้เป็นเพียงความเคลื่อนไหวทางการทูตธรรมดา แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของสมการอำนาจและแรงกดดันที่เกิดขึ้น ทั้งจากภายในและนอกประเทศ

 

ขณะที่คำถามสำคัญที่คนไทยจำนวนมากสงสัย คือการเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้ เกิดจากความ ‘จริงใจ’ หรือไม่ที่จะพูดคุยแก้ปัญหา หรือมีอะไรที่เป็น ‘แรงผลัก’ ให้กัมพูชาต้องเลือกแนวทางนี้ และรัฐบาลไทยพร้อมที่จะเจรจาทวิภาคีหรือไม่?

 

กัมพูชาเปลี่ยนท่าทีจริงหรือไม่?

 

Phnom Penh Post สื่อหลักของกัมพูชา ตีข่าวนี้โดยพาดหัวว่า “กัมพูชาเปลี่ยนลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาพรมแดน : จาก ICJ สู่การเจรจาทวิภาคี” และชี้ว่า คำกล่าวของฮุนมาเนต มีการ ‘เปลี่ยนแปลง’ เมื่อเทียบกับท่าทีที่ผ่านมา

 

รายงานของสื่อกัมพูชาระบุว่า “หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ คือการฟื้นบทบาทของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC (Joint Boundary Commission)” ซึ่งฮุน มาเนต เน้นย้ำในถ้อยแถลงว่า “มีความคืบหน้าอย่างมากเกิดขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาภายใต้กรอบ MOU2543 หรือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” แม้ว่าจะสวนทางกับท่าทีของรัฐบาลไทยชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังมองตามกระแสชาตินิยมว่า MOU2543 อาจจะไม่ได้มีประสิทธิภาพอย่างที่คิด และกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะยกเลิก MOU2543 หรือไม่

 

โดยผู้นำกัมพูชา ยังพยายามส่งสัญญาณบวก ด้วยการชี้ให้เห็นว่า นโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ที่เพิ่งแถลงไป โดยเฉพาะในข้อที่ 9.2 คือการการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ นั้นสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลกัมพูชา

 

เขายังปฏิเสธคำทำนายของ ‘หมอดู’ ที่บอกว่าการเจรจากับไทยจะล้มเหลว และชี้ว่าการเลือกที่จะมุ่งเน้นการเจรจาแบบทวิภาคีนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและความเป็นไปได้ โดยแม้ว่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แต่รัฐบาลพนมเปญก็ตั้งใจที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อหลีกเลี่ยง ‘ทางตัน’ ของความขัดแย้งทางอาวุธ ซึ่งทำลายความไว้วางใจและหยุดยั้งความคืบหน้าทั้งหมด ในการแก้ปัญหาข้อพิพาท

 

ความขัดแย้งต้องจบด้วย ‘การเจรจา’ ไม่ใช่ ‘กำลังทหาร’

 

อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอุษาคเนย์ ให้ความเห็นต่อท่าทีที่อ่อนลงของฮุน มาเนต โดยมองว่าเป็นเรื่องดี และเห็นด้วย หากเป็นไปได้จริงอย่างที่ผู้นำกัมพูชากล่าวออกมา

 

เขาย้ำว่า รากของปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา นั้นไม่ได้เป็นเพียงข้อขัดแย้งเรื่องเขตแดน แต่ยังเป็น “ความขัดแย้งทางการเมือง” ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันทางทหาร และมีการปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน แต่มองว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น จะสำเร็จได้ด้วยแนวทางการเจรจา ไม่ใช่ด้วยการใช้กำลังทหาร

 

“การทหารไม่มีทางทำให้เรื่องนี้จบ ดังนั้นจึงต้องกลับไปสู่การเจรจา ซึ่งรวมทั้งในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศอีกมากมาย” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าท่าทีของฮุน มาเนต ที่หันมาสนับสนุนกลไกทวิภาคีนั้น มีที่มาจากสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาผู้เป็นบิดา แต่ยังไม่แน่ชัดถึงสาเหตุในการตัดสินใจเปลี่ยนท่าที

 

กระแสข่าวการเปลี่ยนท่าทีของผู้นำกัมพูชา ยังแพร่สะพัดและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ของไทย และมีการปลุกปั่นถึงขั้นว่า ผู้นำกัมพูชา มีแผนที่จะถอนการยื่นฟ้องคดีพิพาทชายแดนกับไทยออกจากศาลโลก ซึ่งทาง Khmer Times รายงานข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐบาลกัมพูชา ที่ปฏิเสธว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริงและก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

 

ไทยอิงกระแสชาตินิยม โอกาสคุยทวิภาคีเกิดได้ยาก

 

ทางด้านรัฐบาลไทยยังไม่มีการแสดงความเห็นต่อการเปลี่ยนท่าทีของฝ่ายกัมพูชา แต่อาจารย์สมฤทธิ์ ชี้ว่า การเมืองนั้นมักจะมี ‘ภาพซ้อน’ กันหลายชั้น โดยยกตัวอย่าง เช่น ฝ่ายไทยที่ยังยึดแนวทางชาตินิยม อย่างการไม่เปิดด่านพรมแดน แต่ในทางหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะมีการพูดคุยในทางลับกับฝ่ายกัมพูชา จึงทำให้ผู้นำกัมพูชามีท่าทีอ่อนลง หรือแสดงท่าทีที่เป็นมิตรขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า การที่รัฐบาลไทยจะหันไปคุยแบบเป็นทางการกับกัมพูชาในช่องทางทวิภาคี ณ ตอนนี้ ยังเกิดขึ้นได้ยาก

 

โดยหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้รัฐบาลชุดปัจจุบันก้าวขึ้นสู่อำนาจ มาจากกระแสชาตินิยม ด้วยการชูแนวคิดความรักชาติและปกป้องประเทศชาติ ซึ่งอาจารย์สมฤทธิ์ มองว่า ในเบื้องต้นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีอนุทิน น่าจะยังไม่ตอบรับกัมพูชาเรื่องการเจรจา เพื่อรักษาเสียงสนับสนุนที่มีอยู่

 

แรงกดดันเศรษฐกิจ ปัจจัยเปลี่ยนท่าที?

 

ท่าทีของฮุนมาเนต ยังมีขึ้นในขณะที่กัมพูชาเผชิญภาวะยากลำบากทางเศรษฐกิจ ประกอบกับสถานการณ์เลวร้ายจากสงครามในตะวันออกกลางที่ซ้ำเติมให้วิกฤตทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยเป็นประเทศหลักที่ส่งออกสินค้าและพลังงานอย่างน้ำมันไปยังกัมพูชา ซึ่งอาจารย์สมฤทธิ์ มองว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจ น่าจะเป็นอีกประเด็นที่ทำให้กัมพูชาต้องปรับท่าทีเพื่อหาช่องทางพูดคุยกับไทย

 

“ตัวเลขที่กัมพูชานำเข้าสินค้าจากประเทศไทยนั้นเป็นจำนวนมหาศาล ในขณะที่ประชาชนกัมพูชาก็เผชิญความยากลำบาก และฐานเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยรวมก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว”

 

“เอาเข้าจริงๆ คนที่จะเจ็บมากก็คือฝ่ายกัมพูชา ซึ่งท่าทีในการต่อต้านไทยช่วงแรกก็เป็นเรื่องการเมือง ก็เหมือนกับฝ่ายไทยเช่นกัน เพียงแต่ฐานของประเทศไทยอาจจะแน่นกว่าในแง่ของเศรษฐกิจ แต่ก็เกิดความเสียหายไปมากเช่นกัน” เขากล่าว และยืนยันการสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศมีการเจรจากัน ดีกว่าการสู้รบกันทางทหาร

 

“แน่นอนกัมพูชาต้องพึ่งพาสินค้าจากไทยจำนวนมหาศาล ซึ่งจริงๆ แล้วต่างก็สูญเสียกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่การที่จะเริ่มหันหน้าเข้ามาแล้วพูดว่า เรามาเจรจากันเถอะ ถือเป็นท่าทีที่ดี และยังไงก็ดีกว่าที่จะสู้รบกัน”

 

แรงกดดันภายนอก ส่งผลกัมพูชาปรับท่าที?

 

นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้ว อาจารย์สมฤทธิ์ มองว่า ‘แรงกดดันจากภายนอก’ อาจมีบทบาทสำคัญต่อท่าทีของผู้นำกัมพูชา

 

เขาตั้งข้อสังเกตว่า ท่าทีของฮุน มาเนต เกิดขึ้นหลังจากที่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาภายหลังยุติการสู้รบ ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาค่อนข้าง ‘เงียบ’ และแทบไม่มีท่าทียั่วยุใดๆ ซึ่งเป็นไปได้ที่กัมพูชาอาจต้องการแสดงความจริงใจ เพื่อที่จะขอเจรจาทวิภาคี

 

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ลึกๆ แล้ว ผู้นำคนสำคัญอย่างฮุน เซน น่าจะถูกกดดันอย่างมากโดยเฉพาะจากต่างประเทศ

 

“น่าจะเป็นแรงกดดันจากต่างประเทศมากกว่าในประเทศ เพราะผมไม่เชื่อว่าเขาจะแคร์ประชาชนของเขา แม้ว่าประชาชนกัมพูชานั้นจะลำบากมาก แต่ผมคิดว่า ฮุน เซน น่าจะถูกกดดันอย่างหนักมากจากนานาชาติ จนทำให้เขาต้องเลือกที่จะให้ฮุน มาเนต พูดออกมาว่าอยากจะเจรจา” เขากล่าว และชี้ว่าต่างประเทศในที่นี้หมายถึงจีน ที่เป็นมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลในภูมิภาค จึงทำให้ผู้นำกัมพูชาเกิดการเปลี่ยนท่าที

 

“ผมคิดว่าจีนน่าจะมีผลมาก อย่าลืมว่าตอนนี้จีนก็แสดงบทบาทการเป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคนี้ไปแล้ว”

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising