×

BlackRock เทขาย 3 บริษัทสื่อสารจีน หลังตกเป็นเป้าถูกถอดออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ

13.01.2021
  • LOADING...
BlackRock เทขาย 3 บริษัทสื่อสารจีน หลังตกเป็นเป้าถูกถอดออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ

Bloomberg รายงานว่า แหล่งข่าวใกล้ชิดของ BlackRock กองทุนที่บริหารเงินมูลค่ามากที่สุดของโลกได้ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของ 3 บริษัทสื่อสารของจีน ได้แก่ China Mobile, China Telecom และ China Unicom Hong Kong ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีแผนที่จะขายออกมาอย่างต่อเนื่อง 

 

ทั้งนี้ การขายหุ้นดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อประเด็นที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในกฎหมายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ซึ่งเปิดช่องให้สามารถถอดถอนบริษัทจีนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ 

 

ทั้งนี้ BlackRock เปิดเผยในข้อความถึงผู้ลงทุนว่า กองทุน IShares ETFs มีการปรับพอร์ตลงทุนอยู่ตลอด เพื่อให้ผลตอบแทนล้อไปกับการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอ้างอิง ด้วยกระบวนการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพและเปิดเผยข้อมูลการถือครองอย่างโปร่งใส 

 

ทั้งนี้ BlackRock เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ในบริษัท China Telecom ด้วยสัดส่วน 7% จากข้อมูลของ Bloomberg ขณะเดียวกันยังถือครอง China Mobile และ China Unicom Hong Kong ในสัดส่วนบริษัทละ 0.2% 

 

ด้าน Goldman Sachs, Morgan Stanley และ JPMorgan Chase & Co. มีแผนที่จะถอดผลิตภัณฑ์ทางการเงินในฮ่องกง 500 รายการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่รวมถึง Warrants, Callable Bull/Bear Contracts (คล้ายกับ Derivative Warrants ในไทย) ซึ่งอิงกับดัชนี Hand Seng ของฮ่องกง รวมถึงที่อิงกับดัชนี Hang Seng China Enterprises และอิงกับหุ้น China Mobile 

 

อย่างไรก็ดี ในแง่ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการลงทุนกองทุนในภาพรวมนั้น ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Finnomena เปิดเผยว่า จากการสอบถามความเห็นของผู้จัดการกองทุนต่างชาติที่เน้นลงทุนในหุ้นจีน ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่วนมากจะเน้นลงทุนในหุ้นอย่าง Alibaba หรือ Tencent 

 

นอกจากนี้กองทุนต่างๆ ที่เน้นลงทุนในหุ้นจีน ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในสหรัฐฯ ส่วนมากจะถือครองบริษัทเหล่านี้ไม่น่าจะเกิน 1% โดยผู้จัดการกองทุนต่างๆ มองความเสี่ยงจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ อยู่ก่อนแล้ว สำหรับประเด็นนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเกริ่นไว้ตั้งแต่ปลายปี 2562 

 

“โดยปกติแล้วกองทุนที่เน้นลงทุนในจีนจะโฟกัสไปที่กลุ่ม H Share (ตลาดฮ่องกง) หรือ A Share (ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่) เป็นหลัก ทำให้ถึงแม้ว่าหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้จะถูกกดดัน ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกองทุนมากนัก”

 

สำหรับสิ่งที่ต้องจับตาดูในระยะถัดไปคือ หลังการเปลี่ยนผ่านจาก โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีคนใหม่อย่าง โจ ไบเดน จะมีท่าทีต่อจีนไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า ไบเดนอาจจะไม่ยกเลิกความขัดแย้งทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่อาจจะเห็นการกำหนดเงื่อนไขบางอย่าง เพื่อลดโทนความขัดแย้งลง 

 

ทั้งนี้มองว่า ประเด็นดังกล่าวไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในจีน สำหรับการลงทุนระยะยาวมองว่า จีนยังคงเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน สำหรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนหุ้นในปีนี้ Finnomena แนะนำนักลงทุนลงทุนในหุ้น 60% ของเงินทุนทั้งหมด ซึ่งในส่วนของหุ้นนี้แนะนำเลือกลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นจีน อย่างละ 30% 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories