×

ทนายความของ เบน สมิธ เผย ลูกความยังไม่พร้อมกลับไทยมาสู้คดี เหตุไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม ตั้งข้อสังเกตตำรวจทำคดีรวดเร็วผิดปกติ เชื่อพยายามทำคดีให้เชื่อมโยงกับการเมือง

โดย THE STANDARD TEAM
03.03.2026
  • LOADING...
ภาพเบน สมิธ พร้อมข้อความพาดหัวข่าวว่ายังไม่พร้อมกลับไทยมาสู้คดี เหตุไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ (3 มีนาคม) วิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ เบน สมิธ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกรณีตำรวจออกหมายจับ ‘เบน สมิธ’ โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ตำรวจ CIB ใช้ในการออกหมายจับ แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่นักการเมืองหรือใครหลายคนออกมาพูดว่า เบน สมิธ เป็นนักฟอกเงินหรือสแกมเมอร์นั้น เป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหวังใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโจมตี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ธรรมนัส พรหมเผ่า

 

ข้อกล่าวหาที่ตำรวจตั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่าง เบน สมิธ กับบริษัทในประเทศลาว จึงยืนยันได้ว่าสิ่งที่ อนุทิน ชาญวีรกูล เคยให้สัมภาษณ์ในรายการดังว่า เบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจหรือโบรกเกอร์ ไม่ใช่สแกมเมอร์นั้น สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

 

ลักษณะข้อกล่าวหาชัดเจนว่าแตกต่างจากสิ่งที่ รังสิมันต์ โรม เคยอภิปรายในสภาในวันแถลงนโยบายรัฐบาล ที่กล่าวหาว่า เบน สมิธ เป็นเจ้าพ่อสแกมเมอร์ ซึ่งความเป็นจริงเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ตำรวจออกหมายจับ กลายเป็นว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ใช่เรื่องสแกมเมอร์ ฉ้อโกงคนไทย หรือกระทำผิดกฎหมายตามที่มีการกล่าวอ้างตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ภายหลังตำรวจออกหมายจับ รังสิมันต์ โรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กพูดถึงคดีดังกล่าว พร้อมชื่นชมตำรวจ CIB และเรียกร้องให้ออกหมายแดง ในฐานะทนายความของ เบน สมิธ จึงอยากฝากถึง รังสิมันต์ โรม ว่า การออกหมายจับเมื่อวานเป็นเพียงคดีทางแพ่ง เรื่องที่อาจเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของบริษัท การพยายามเชียร์ให้ออกหมายแดง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการประโคมข่าวเพื่อเข้าสู่เกมการเมืองหรือไม่ เพราะมองว่าการโพสต์ดังกล่าวเหมือนต้องการเบี่ยงเบนประเด็นจากคดีที่ รังสิมันต์ โรม ถูก เบน สมิธ ฟ้องฐานหมิ่นประมาทอยู่

 

วิฑูรย์ กล่าวว่า ในคดีเมื่อวานมีการแจ้งความมูลค่าความเสียหาย 991 ล้านบาท แต่มีการยึดทรัพย์สินของ เบน สมิธ กว่าหมื่นล้านบาท หากจะยึดตามความเสียหายจริงก็ควรยึด 991 ล้านบาท และคืนส่วนที่เกินมา เพราะสัดส่วนการยึดทรัพย์ไม่สอดคล้องกับมูลค่าคดี โดยคดีมูลฐานที่ส่ง ปปง. อยู่ที่ 991 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นข้อพิพาททางแพ่งด้วยซ้ำ

 

สิ่งที่น่ากังวลคือ มีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจากเรื่องซื้อขายหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญา ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะต้องใช้ต่อสู้คดี แต่คดีของบริษัทลาวที่แจ้งกับ CIB มีข้อพิรุธหลัก 3 ประการ

 

1. ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อบริษัทผู้แจ้งความ

 

2. มีการแจ้งความตั้งแต่ปี 2567 แต่ในช่วงแรกหนังสือมอบอำนาจจากประเทศลาวไม่มีการรับรองลายมือชื่อ ต่อมาวันที่ 9 ก.พ. มีตำรวจ CIB ติดต่อไปยังบริษัทในลาวให้มาแจ้งความใหม่ และทำหนังสือมอบอำนาจอีกครั้ง จากนั้นวันที่ 12 ก.พ. มีการลงเลขคดีอาญา และวันที่ 26 ก.พ. ออกหมายจับ ซึ่งถือว่าใช้เวลารวดเร็วมาก จึงอยากให้มาตรฐานความรวดเร็วเป็นแบบเดียวกันทุกคดี

 

3. มีการอ้างว่าถูกโกงตั้งแต่ปี 2565 แต่มาแจ้งความปี 2567 ซึ่งคดีฉ้อโกงอาญาส่วนตัวมีอายุความร้องทุกข์ 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบเรื่อง จึงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด CIB จึงรับแจ้งความ ทั้งที่อายุความอาจขาดไปแล้ว

 

วิฑูรย์ ระบุว่า คดีฉ้อโกงปกติธุระเคยเกิดกับทนายตั้ม และศาลแพ่งมีคำสั่งคืนทรัพย์สินแล้ว โดย เบน สมิธ เป็นรายที่สอง จึงมองว่ามีความผิดปกติและอาจมีแรงจูงใจทางการเมือง

 

กรณีที่หลายคนสงสัยว่าเหตุใด เบน สมิธ ไม่ไปชี้แจง วิฑูรย์ แสดงเอกสารยืนยันว่า เบน สมิธ เคยเข้าชี้แจงกับตำรวจ CIB เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 มีการลงรับเอกสารเรียบร้อย แต่ภายหลังกลับมีการออกหมายจับ อีกทั้งมีการยึดทรัพย์ก่อนคดีอาญา ทั้งที่โดยปกติควรเป็นคดีอาญาก่อน แล้วจึงขยายผลไปสู่คดีฟอกเงิน

 

วิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ เบน สมิธ ยังไม่มีแผนกลับไทยมาสู้คดี เนื่องจากกังวลเรื่องการประกันตัว โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม หากจะกลับมาก็ควรได้รับสิทธิประกันตัวตามมาตรฐานสากล มิฉะนั้นต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยง อีกทั้งมองว่าคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองสูง และเมื่อเป็นบุคคลที่สังคมจับตา ศาลมักไม่อนุญาตให้ประกันตัว

 

ส่วนหลักฐานในการต่อสู้คดี ระบุว่า เอกสารที่ยื่นให้ตำรวจสอบสวนกลางครบถ้วนแล้ว จะยื่นเพิ่มเติมหรือไม่ต้องหารือกันอีกครั้ง

 

เมื่อถามว่า เบน สมิธ เคยคิดหรือไม่ว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง วิฑูรย์ ตอบว่า นักธุรกิจรายใหญ่ในประเทศไทยย่อมรู้จักนักการเมือง และอาจถูกโยงเข้าสู่เกมการเมืองได้ในบางสถานการณ์ ส่วนปัจจุบัน เบน สมิธ อยู่ประเทศใดนั้น ตนเองขอไม่เปิดเผย

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising