×

BCH – เติบโตแข็งแกร่งในปี 2567

18.03.2024
BCH

เกิดอะไรขึ้น:

 

ในปี 2567 บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) ตั้งเป้ารายได้เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักที่ 10-15% โดยได้รับการสนับสนุนจาก: บริการผู้ป่วยที่ชำระเงินเอง หรือ Self-Pay (68% ของรายได้) ที่เติบโตเพิ่มขึ้นจากการขยายและปรับปรุงโรงพยาบาลเดิมที่ทยอยแล้วเสร็จในปี 2566-2568 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ OPD และ IPD, บริการผู้ป่วยในระบบประกันสังคม (SC, 32% ของรายได้) ที่เติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจาก BCH ตั้งเป้าจำนวนผู้ประกันตนลงทะเบียนเพิ่มขึ้น ~40,000 คน (เพิ่มขึ้น 4%) หลังจากสำนักงานประกันสังคมเพิ่มโควตา SC และรายได้จากบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติ (17% ของรายได้) ที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นไปที่ตลาด CLMV เป็นหลัก 

 

BCH คาดว่า EBITDA Margin จะดีขึ้นในปี 2567 โดยได้แรงหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงพยาบาลใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อรัญประเทศ, โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปราจีนบุรี และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เวียงจันทน์ นอกจากนี้โรงพยาบาลหลังสุดจะได้รับผลกระทบจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนน้อยลงหลังจากชำระหนี้สกุลเงินบาทหมดในเดือนกันยายน 2566 (ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 193 ล้านบาทในปี 2565 และ 151 ล้านบาทในปี 2566)

 

ใน 3Q67 BCH วางแผนเปิดศูนย์มะเร็งรังสีรักษา เกษมราษฎร์อารี (BCH ถือหุ้น 51%) เพื่อให้บริการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสีรักษาแบบ OPD ศูนย์แห่งนี้จะให้บริการผู้ป่วย SC ที่ปัจจุบัน BCH ส่งต่อผู้ป่วยไปรับบริการที่โรงพยาบาลอื่น ด้วยเหตุนี้ InnovestX Research จึงคาดการณ์ถึงการใช้ประโยชน์ค่อนข้างสูง และการเปิดศูนย์แห่งใหม่นี้ไม่น่าจะฉุดภาพรวมการดำเนินงานของ BCH

 

เมื่ออิงกับข้อมูลจาก BCH สำนักงานประกันสังคมได้ปรับลดการจ่ายค่ารักษาพยาบาลโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (RW>2) ให้กับโรงพยาบาลเอกชนลงจาก 12,000 บาทต่อ RW (อัตราที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด) เหลือ 10,000 บาทต่อ RW สำหรับการให้บริการในเดือนธันวาคม 2565 เนื่องจากงบประมาณปี 2565 ไม่เพียงพอ ส่วนต่างระหว่างจำนวนเงินที่จ่ายจริงกับรายได้ที่บันทึกไว้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของ BCH ~10 ล้านบาทใน 4Q66 สำหรับการให้บริการในปี 2566 BCH ได้รับเงินตามจริงที่ 12,000 บาทต่อ RW จนถึงเดือนตุลาคม 2566 แล้ว 

 

ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่จะมีการปรับลดอัตราการเบิกจ่ายสำหรับการให้บริการในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2566 (กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณา) และยังกังวลด้วยว่าจำนวนเงินที่จะจ่ายจริงสำหรับปี 2567 จะได้รับผลกระทบ ในขณะที่ InnovestX Research มองว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเป็นความเสี่ยง แต่จากการประเมินบ่งชี้ว่าผลกระทบมีจำกัด เมื่อใช้สมมติฐานว่ามีการปรับลดอัตราการเบิกจ่ายจริงสำหรับค่ารักษาพยาบาลโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (RW>2) ลงจาก 12,000 บาทต่อ RW เหลือ 10,000 บาทต่อ RW สำหรับการให้บริการ 1 เดือน จะส่งผลกระทบต่อกำไรปี 2567 ของ BCH ราว 0.4% 

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCH ปรับลง 0.46% สู่ระดับ 21.80 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.09% สู่ระดับ 1,386.04 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2567 และปี 2568 ของ BCH เพิ่มขึ้นปีละ 2% หลังจากปรับประมาณการทางการเงิน โดยในปี 2567 คาดว่า BCH จะรายงานกำไรปกติเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มการแพทย์ที่ 20% (สูงกว่าการเติบโตโดยเฉลี่ยของกลุ่มที่ 12%) สู่ 1.8 พันล้านบาท โดยอิงกับการเติบโตของรายได้ที่ 9% และ EBITDA Margin ที่ 26.7% (เพิ่มขึ้นจาก 24.9% ในปี 2566)

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนยังคงเลือก BCH เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มการแพทย์ในฐานะ Earnings Play เนื่องจากกำไรปกติจะเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มการแพทย์ในปี 2567 ขณะที่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้น BCH ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% เทียบกับ SET ที่ลดลง 0.4% และมองว่า Valuation ไม่แพงที่ P/E ปี 2567 ระดับ 30 เท่า หรือ -1SD ของ P/E เฉลี่ยในอดีต ทั้งนี้ ให้คำแนะนำ Outperform สำหรับ BCH โดยปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 อ้างอิงวิธี DCF ใหม่เป็น 25 บาทต่อหุ้น (เพิ่มจาก 24 บาทต่อหุ้น)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การปรับอัตราการเบิกจ่ายสำหรับโครงการประกันสังคม จำนวนผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการชะลอตัวลง และภาระต้นทุนที่โรงพยาบาลใหม่ ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG คือ ความปลอดภัยของผู้ป่วย (S) ซึ่ง BCH ได้นำเอาระบบบริหารคุณภาพต่างๆ มาใช้สำหรับกระบวนการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories