ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมักหนีไม่พ้นเรื่องรถติด น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ทางเท้า หรือระบบขนส่งสาธารณะ แต่เบื้องหลังปัญหาเหล่านี้อาจมีคำถามสำคัญอีกข้อที่ถูกพูดถึงน้อยกว่า นั่นคือ ‘กลุ่มประชากรแฝง’
ข้อมูลจากกรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีประชากรตามทะเบียนราษฎร 5.4 ล้านคน แต่ในความเป็นจริง เมืองหลวงแห่งนี้ต้องรองรับผู้คนมากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ
รายงานประชากรแฝงในประเทศไทย พ.ศ. 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรแฝงรวม 9.25 ล้านคน โดยกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีประชากรแฝงกระจุกตัวมากที่สุด ทั้งในรูปแบบประชากรแฝงกลางคืนและประชากรแฝงกลางวัน
ประชากรแฝงกลางคืน คือผู้ที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่จริงในพื้นที่ แต่ไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้าน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ทำงานในภาคการผลิต ค้าปลีก บริการอาหาร และก่อสร้าง โดยกว่า 73% เป็นลูกจ้างภาคเอกชน
ขณะที่ ประชากรแฝงกลางวัน คือกลุ่มคนที่เดินทางจากจังหวัดปริมณฑลเข้ามาทำงานหรือศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ เป็นประจำทุกวัน ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า กรุงเทพมหานครต้องรองรับประชากรแฝงกลางวันมากกว่า 650,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยกว่า 91% เป็นวัยแรงงาน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนว่า ปัญหาหลายอย่างของกรุงเทพฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในเขตเมืองหลวงอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับพื้นที่ปริมณฑลอย่างแยกไม่ออก ทั้งการเดินทาง การจ้างงาน การพัฒนาที่อยู่อาศัย และระบบขนส่งมวลชน ทำให้การบริหารเมืองในอนาคตอาจต้องมองกรุงเทพมหานคร และพื้นที่โดยรอบเป็นระบบเดียวกันมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎรกับจำนวนผู้ใช้งานเมืองจริง ยังส่งผลต่อการวางแผนพัฒนาเมืองในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบระบบขนส่งสาธารณะ การจัดสรรพื้นที่สีเขียว การบริหารจัดการขยะ การวางระบบสาธารณสุข หรือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพราะหากฐานข้อมูลประชากรไม่สะท้อนความเป็นจริง การคาดการณ์ความต้องการใช้บริการสาธารณะในอนาคตก็อาจคลาดเคลื่อนไปด้วย
จึงเป็นเหตุผลที่ประเด็นประชากรแฝงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางสถิติ แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการบริหารเมืองสมัยใหม่ โดยเฉพาะสำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจ แหล่งงาน และจุดหมายของผู้คนจากทั่วประเทศ
ความลักลั่นทางงบประมาณของเมือง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่มีประชากรตามทะเบียนราษฎร 5.4 ล้านคน แต่เป็นเมืองที่มีผู้คนจำนวนมหาศาลอาศัย ทำงาน เรียนหนังสือ และใช้บริการสาธารณะอยู่ทุกวัน
ผลที่ตามมาคือ โครงสร้างพื้นฐานของเมืองต้องรองรับภาระมากกว่าที่ตัวเลขทางทะเบียนสะท้อน ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะ ถนน โรงพยาบาล พื้นที่สาธารณะ การจัดการขยะ หรือระบบสาธารณูปโภคต่างๆ
ขณะที่ปัญหาการจราจรติดขัดก็ไม่ได้เกิดจากจำนวนรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและแหล่งงานสำคัญยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดิม ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องเดินทางเข้าสู่เมืองทุกวัน
ที่สำคัญ ช่องว่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสถิติ แต่ยังสร้าง ‘ความลักลั่นทางงบประมาณ’ ที่บิดเบี้ยว เพราะในระบบราชการไทย เงินอุดหนุนและงบประมาณรายหัวจะถูกจัดสรรตาม ‘จำนวนคนในทะเบียนบ้าน’ เท่านั้น
หมายความว่า ประชากรแฝงหลายล้านคนที่เข้ามาทำงาน จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านการอุปโภคบริโภค และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กรุงเทพฯ กลับไม่มีตัวตนในสมการหารเฉลี่ยงบประมาณ เพื่อนำมาใช้ซ่อมถนน เก็บขยะ หรืออุดหนุนรถไฟฟ้าให้พวกเขาเลย
กรุงเทพฯ กับ ความจริงที่ไม่ถูกนับ
ดังนั้น เมื่อพิจารณาในมิติการบริหารเมือง คำถามสำคัญของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีนโยบายเพิ่มสวนสาธารณะ สร้างทางเท้า หรือแก้ปัญหาจราจรได้ดีที่สุดเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าใครมีความเข้าใจต่อขนาดและโครงสร้างของเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และสามารถออกแบบนโยบายให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้งานเมืองจริงได้มากที่สุด

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
จากพรรคประชาชน
ภาพ: ฐานิส สุดโต
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน กล่าวกับ THE STANDARD ว่า กรุงเทพมหานครควรบริหารเมืองบนฐานประชากรราว 10 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนผู้ที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่จริงในพื้นที่ ไม่ใช่อาศัยเพียงตัวเลขตามทะเบียนบ้าน โดยมองว่าการจัดสรรพื้นที่สีเขียว ระบบขนส่งสาธารณะ และบริการด้านสาธารณสุข ควรคำนวณจากจำนวนผู้ใช้งานจริง เพื่อให้สอดคล้องกับภาระที่เมืองต้องรองรับในแต่ละวัน
มุมมองดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของกรุงเทพมหานครในอนาคต นั่นคือการทำให้ข้อมูลประชากรที่ใช้ในการวางแผนเมืองใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพราะความแตกต่างระหว่างประชากรตามทะเบียนราษฎรกับประชากรที่ใช้ชีวิตอยู่จริง อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หลายปัญหาของเมืองยังคงดำรงอยู่

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ภาพ: ฐานิส สุดโต
ส่วน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในฐานะอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนก่อน เคยผลักดันประเด็น ‘ประชากรแฝง’ มาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการมองโครงสร้างประชากรที่กว้างกว่าทะเบียนราษฎร รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งล้วนส่งผลต่อภาระการให้บริการสาธารณะของเมือง ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่ง การจัดการขยะ หรือโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการจัดทำโครงการศึกษาวิจัยสถานการณ์และความพร้อมในการรองรับประชากรแฝง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนและพัฒนาบริการสาธารณะในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพมหานครจะเริ่มวางกรอบแนวคิดและพัฒนาฐานข้อมูลแล้ว แต่ประเด็นประชากรแฝงยังเป็นโจทย์ที่ต้องเดินหน้าต่อ ทั้งในเชิงข้อมูล นโยบาย และการบูรณาการกับระบบงบประมาณของภาครัฐ
วาระการบริหารกรุงเทพมหานครในช่วงสี่ปีต่อจากนี้ จึงถูกจับตามองในฐานะ “บทพิสูจน์” ของความสามารถในการบริหารเมือง ว่าจะยังยึดอยู่กับฐานข้อมูลเดิม หรือปรับตัวให้ทันผู้ใช้งานเมืองจริงที่เพิ่มขึ้น
และทั้งหมดนี้ สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกรุงเทพมหานคร ที่ระบบข้อมูลประชากรและกลไกงบประมาณของรัฐ ยังไม่สอดรับกับความจริงของเมือง


