×

เปิดกลยุทธ์ลงทุนเดือนธันวาคม ‘เอเซีย พลัส’ แนะลุยหุ้น Domestic Consumption ดักทางเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่าเศรษฐกิจโลก

01.12.2022
เอเซีย พลัส

เอเซีย พลัส จัดพอร์ตลงทุนเดือนธันวาคม รับมือสัญญาณ Recession ที่ชัดเจนมากขึ้นทั่วโลก แนะลุยหุ้นกลุ่ม Domestic Consumption ดักอานิสงส์เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่าเศรษฐกิจโลก 

 

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส หรือ ASPS เปิดเผยถึงกลยุทธ์การลงทุนในเดือนธันวาคม 2565 ว่า แรงกดดันตลาดการเงินโลกดูผ่อนคลายลงมาระดับหนึ่ง เริ่มจาก 

 

  1. เงินเฟ้อหลายประเทศเริ่มแผ่วลง เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอลงติดต่อกัน 4 เดือน และไทยชะลอลงมา 2 เดือนติด และฝ่ายวิจัยคาดมีแนวโน้มลดลงจนอยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดในกลางปีหน้า เช่นเดียวกับเงินเฟ้อไทยที่ ธปท. คาดจะเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ในปีหน้า

 

  1. ดอกเบี้ยเริ่มเข้าใกล้จุดที่เหมาะสม แม้ตลาดคาด Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 0.75% มาอยู่ที่ 4% ในเดือนพฤศจิกายน แต่ในปีหน้า กรอบบนการขึ้นดอกเบี้ยถูกจำกัดอยู่ที่ระดับ 5.25% เห็นได้ว่าระดับการขยับขึ้นค่อนข้างจำกัด ช่วยลดความผันผวนทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยน

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิด Recession ชัดเจนมากขึ้น ทั้งจากการเกิด Inverted Yield Curve ของบอนด์ 10 ปี และ 2 ปีของสหรัฐฯ​ ที่ยาวนาน รวมถึงข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่าปี 2566 ยุโรปมีโอกาสเกิด Recession เพิ่มขึ้นเป็น 80% สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 63% แต่ไทยยังห่างไกลและลดลงเหลือเพียง 13%

 

ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นเด่นกว่าหลายประเทศ ดังนี้

 

  1. สำนักเศรษฐกิจต่างประเทศ, IMF และธนาคารโลก คาด GDP ปีหน้าเติบโต 3.7% และ 4.3% ตามลำดับ

 

  1. คาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีสัญญาณการขาดดุลลดลงทั้งจากดุลการค้าดีขึ้นจากการนำเข้าต้นทุนพลังงานที่ราคาเริ่มลดลง และดุลบริการปรับตัวดีขึ้น หลังจากหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการเดินทางข้ามพื้นที่

 

  1. เงินทุนสำรองระหว่างประเทศกำลังฟื้นตัว

 

  1. ช่วงที่เหลือของปี คาดหวังแพ็กเกจใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐ อาทิ ช้อปช่วยชาติ 

 

  1. FDI ของไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นในอนาคต และล่าสุดมูลค่าเงินลงทุนต่างชาติ 9 เดือน ปี 2565 เพิ่มขึ้น 35%YoY มาอยู่ที่ 223,746 ล้านบาท ส่วน Fund Flow ต่างชาติยังคาดหวังการไหลเข้าต่อเนื่อง

 

จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่อเนื่องในปี 2566 ในมุมมองของ IMF มีเพียง 2 ประเทศในเอเซีย คือไทยกับจีนเท่านั้น ขณะที่เม็ดเงินจาก LTF หนุนตลาดในเดือนธันวาคมคาดหวังได้ยาก เพราะหลังจากเปลี่ยนเป็นกองทุน SSF เม็ดเงินที่เคยไหลเข้าตลาดหุ้นไทยราว 2-3 หมื่นล้านบาทในเดือนสุดท้ายของปีเหลือเพียง 1-2 พันล้านบาทเท่านั้น 

 

ดังนั้นแล้ว บล.เอเซีย พลัส จึงมองว่า ในมุม Valuation นั้น ตลาดหุ้นไทยยังดูน่าสนใจ เนื่องจากมี Market Earning Yield Gap ที่ระดับ 4.3% แม้ภาพรวม SET Index จะมี Upside ไม่มาก จากกรอบดัชนีเป้าหมายปี 2565 ที่วางไว้ 1,685-1,720 จุด

 

จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุน เน้นกลุ่ม Domestic Consumption แนวโน้ม เติบโตยังสดใสกว่าภาพรวมตลาด อย่าง COM7, MTC, TISCO, BEC, SCGP, GULF


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 


READ MORE





Latest Stories