×

Trust the Process บทเรียน Arsenal แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 22 ปี

20.05.2026
  • LOADING...

มีคำพูดหนึ่งที่แฟนปืนอย่างผมพูดกันมาหลายปี จนบางช่วงมันกลายเป็นคำล้อเสียด้วยซ้ำ

 

Trust the Process

เชื่อในกระบวนการ

 

22 ปีแห่งความผิดหวัง เสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า โดนล้อเลียนจนเบื่อหน่าย จนวันนี้สำเร็จได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้วว้อยยยยยยยย

 

Trust the Process ฟังดูเหมือนคำขวัญองค์กรที่ผู้บริหารชอบพูดในวันที่ผลงานยังไม่มา หรือเป็นคำปลอบใจในวันที่ทุกอย่างกำลังพัง แต่ถ้ามองสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Arsenal ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำนี้อาจเป็นคำอธิบายที่แม่นยำที่สุดของการสร้างองค์กรที่กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

 

เพราะสิ่งที่ผู้จัดการทีม Mikel Arteta ทำ ไม่ใช่แค่การสร้างทีมฟุตบอลให้เล่นดีขึ้น แต่คือการฟื้นฟูทั้งระบบขององค์กรที่เคยสูญเสียทั้งตัวตน (identity) ความมั่นใจ และความสามารถในการชนะ

 

ฟุตบอลเป็นเพียงฉากหน้า แต่เรื่องจริงคือเรื่องของภาวะผู้นำครับ

 

ตอนที่อาร์เตต้าเข้ามารับตำแหน่งในปี 2019 Arsenal ไม่ได้อยู่ในภาวะทีมฟอร์มตกธรรมดา แต่เป็นองค์กรที่กำลังหลงทาง หลังจากยุคอันยาวนานของ Arsène Wenger สโมสรดูเหมือนสูญเสียคำตอบพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่งไป นั่นคือ “เราเป็นใคร”

 

เราเป็นทีมฟุตบอลที่เล่นสวยงาม? เป็นทีมที่ปั้นดาวรุ่ง? เป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงทางการตลาด? หรือเป็นทีมที่ต้องกลับมาชนะให้ได้?

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ อาร์เตต้าไม่ได้เริ่มจากแทคติก

 

เขาเริ่มจากคำถามเรื่องตัวตน

 

มีเรื่องเล่าว่าในช่วงแรก เขาเดินคุยกับคนทั้งสโมสร ตั้งแต่นักเตะ ทีมงาน ไปจนถึงเจ้าหน้าที่เบื้องหลัง แล้วถามคำถามง่ายๆ ว่า “Arsenal สำหรับคุณคืออะไร”

 

คำถามนี้ดูเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้วทรงพลังมาก เพราะองค์กรที่ตอบไม่ได้ว่าตัวเองคือใคร มักตอบไม่ได้ว่าควรเดินไปทางไหน

 

แต่การรู้ว่าตัวเองคือใครอย่างเดียวไม่พอ เพราะตัวตนต้องถูกแปลงเป็นวัฒนธรรม (culture)

 

นี่คือจุดที่สองที่อาร์เตต้าทำได้ยอดเยี่ยม

 

เขาไม่ได้สร้างวัฒนธรรมผ่านคำพูดสวยๆ หรือสไลด์ประชุม แต่ทำให้มันจับต้องได้จริง เราเห็นป้าย WE > ME ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่าทีมต้องมาก่อนตัวเอง เห็นการนำสุนัขลาบราดอร์ชื่อ Win เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (belonging) และเห็นการนำต้นมะกอกเข้ามาไว้ในสโมสรเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของรากเหง้า

 

ต้นไม้ต้นนั้นมีรากโยงกับปี 1886 ปีที่อาร์เซนอลก่อตั้งขึ้น มันถูกใช้แทนรากของสโมสร และ culture ที่เขากำลังสร้างใหม่

 

อาร์เตต้าอธิบายว่า ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องดูแลตลอดเวลา รากก็เหมือนประวัติศาสตร์ของสโมสร วันที่แดดออก น้ำดี ทุกอย่างก็เติบโตง่าย แต่วันที่พายุเข้า

วันที่อากาศหนาว วันที่ทุกอย่างเริ่มสั่นคลอน นั่นแหละคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะทีมที่ดี คือทีมที่ยังรักษากันไว้ได้ ในวันที่ทุกอย่างกำลังพัง

 

ต้นไม้ต้นนั้นเลยไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่สอนว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างแท้จริง (transformation) ไม่ได้เริ่มจากกลยุทธ์ แต่มักเริ่มจากวัฒนธรรม

 

แต่แน่นอน วัฒนธรรมอย่างเดียวไม่พอหรอกครับ

 

สิ่งที่สามที่ทำให้อาร์เตต้าต่างจากผู้นำสายสร้างแรงบันดาลใจทั่วไป คือความเข้มงวดเรื่องรายละเอียด

 

เขาใส่ใจทุกอย่าง ตั้งแต่ข้อมูลภายในทีม ท่าทางของนักเตะ การวอร์มอัพ ไปจนถึงการใช้จิตวิทยาเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง แม้แต่ลูกตั้งเตะซึ่งหลายทีมมองว่าเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ เขากลับเปลี่ยนให้กลายเป็นอาวุธสำคัญของทีม

 

อาร์เซน่อลมีสถิติเกมรับที่ดีที่สุดในลีก โดย ดาบิด รายา เก็บคลีนชีตได้มากที่สุด และทีมมีระเบียบวินัยในการช่วยกันเล่นเกมรับอย่างน่าทึ่ง

 

รูปแบบการเล่นของเขาเป็นการผสมผสานระหว่างการครองบอลแบบบาร์เซโลน่า (La Masia) กับความแข็งแกร่งและลูกตั้งเตะที่อันตรายแบบฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสมัยที่เขาอยู่กับเดวิด มอยส์ ที่เอฟเวอร์ตัน

 

นอกจากนี้ เขายังทำให้อาร์เซน่อล เป็นผู้เชี่ยวชาญลูกตั้งเตะ จากการทำงานของ นิโคลัส โจเวอร์ โค้ชลูกตั้งเตะ กลายเป็นอาวุธลับที่ทำประตูสำคัญให้ทีมได้บ่อยครั้ง

 

ความยิ่งใหญ่มักไม่ได้มาจากความสำเร็จครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่มาจากการปรับปรุงเรื่องเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง

 

เขายังใส่ใจไปถึงเรื่องความยาวของหญ้าในสนามเยือน และการจัดระเบียบร่างกาย (Body Language) ของนักเตะเยาวชน 

 

เขาเข้มงวดเรื่องข้อมูลรั่วไหลเป็นอย่างมาก และเคยสั่งแยกทีมชุด U-21 ออกจากทีมชุดใหญ่เพราะเกรงว่าข้อมูลแทคติกจะรั่วไหลไปยังอดีตโค้ชที่ย้ายไปอยู่ทีมคู่แข่ง

 

มีการใช้จิตวิทยาและกลอุบายเพื่อหลอกล่อคู่แข่ง เช่น การให้นักเตะวอร์มอัพในตำแหน่งที่ไม่ใช่ตำแหน่งจริง หรือปล่อยภาพซ้อมของนักเตะที่ยังไม่พร้อมลงเล่น

 

เรื่องที่สี่ สำคัญไม่แพ้กันคือ การบริหารคน

 

องค์กรจำนวนมากเชื่อว่าการเติบโตคือการเพิ่มคนเก่ง เพิ่มงบประมาณ เพิ่มทรัพยากร แต่บางครั้งการเติบโตเริ่มจากการเอาสิ่งที่ไม่เหมาะสมออกไป

 

ตอนอาร์เตต้าเข้ามา Arsenal มีปัญหาความเป็นพิษในทีม มีอัตตา มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีความไม่เป็นมืออาชีพ

 

เขาเลือกจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเคสของซูเปอร์สตาร์ในวันนั้นอย่าง Pierre-Emerick Aubameyang ที่วินัยหย่อนยาน จนต้องออกจากทีม

 

เพราะทีมที่ดีไม่ได้มีคนเก่งที่สุดเสมอไป แต่เป็นทีมที่ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด 

 

สิ่งนี้ยังสะท้อนชัดผ่านการซื้อนักเตะ

 

Arsenal ยุคนี้ไม่ได้ซื้อคนเพราะชื่อเสียง อย่างเดียว แต่ซื้อคนที่เข้ากับระบบ 

 

โอเดการ์ด กองกลางคลาสสูง เพราะความเข้าใจเกม ดีแคลน ไรซ์ เพราะภาวะผู้นำและสภาพจิตใจ เบน ไวท์ เพราะความยืดหยุ่น ไค ฮาแวร์ตซ์ เพราะความเข้าใจระบบ

 

มันไม่ใช่การสะสมคนเก่งแบบไร้ทิศทาง แต่คือการสร้างทีมอย่างมีแบบแผน

 

บทเรียนที่ห้า คือเรื่องของความอดทน

 

หากย้อนกลับไปช่วงแรกของอาร์เตต้า หลายคนคงจำได้ว่าเขาเกือบโดนปลดเหมือนกัน ผลงานไม่ได้สวยงามเลย และถ้าวัดด้วยมาตรฐานฟุตบอลยุคใหม่ เขาอาจไม่ได้เวลาเยอะขนาดนี้

 

แต่ Arsenal ไม่ตื่นตระหนก

 

นี่คือสิ่งที่หาได้ยากมากในโลกปัจจุบัน

 

ทุกวันนี้ ทุกอย่างถูกเร่งให้เร็วขึ้น ธุรกิจต้องเติบโตทุกไตรมาส ผู้บริหารต้องโชว์ผลลัพธ์เร็ว โค้ชฟุตบอลแพ้ไม่กี่นัดก็ถูกกดดัน

 

แต่ความจริงคือ องค์กรจำนวนมากไม่ได้ล้มเพราะกลยุทธ์ผิด พวกเขาล้มเพราะเลิกเชื่อในกลยุทธ์เร็วเกินไป

 

การเชื่อในกระบวนการจึงไม่ใช่การหลับหูหลับตาเชื่อ แต่คือความอดทนอย่างมีวินัย 

 

Arsenal เป็นทีมที่ “เกือบ” มาหลายปี

 

เกือบดีพอ เกือบได้แชมป์ เกือบกลับมายิ่งใหญ่

 

คำว่า “เกือบ” ถ้าอยู่กับองค์กรนานพอ อาจทำลายความเชื่อมั่นในตัวเอง (ซึ่งเคยเป๋มาหลายปี) แต่ถ้าจัดการถูกต้อง มันกลับกลายเป็นพลัง

 

เพราะความแข็งแกร่งทางจิตใจไม่สามารถซื้อได้ มันต้องผ่านความเจ็บปวดจริง และต้องก้าวข้ามผ่านมันให้ได้

 

ประโยคทองของฤดูกาลนี้ออกมาจากปากของดีแคลน ไรซ์ ในวันที่แพ้แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 วันที่แม้แต่แฟนปืนอย่างผมก็ทำใจแล้วว่าปีนี้คงจะเป็นอีกปีที่ได้เป็นแค่ท่านรอง ใจมันฝ่อ หดหู่เหมือนทุกปี

 

“It’s not done!” 

 

“มันยังไม่จบเว้ย”

 

ประโยคหลังเกมนี้ ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกออนไลน์ และปลุกให้แฟนอาร์เซนอลทั้งโลก เชื่อมันว่า เฮ้ย ปีนี้มันไม่เหมือนเดิมว่ะ ใจมันได้แล้ว ใจมันใหญ่แล้ว  ปีนี้มันต้องเป็นปีของเราสิวะ! 

 

สุดท้าย สิ่งที่ผมคิดว่าสวยที่สุดของเรื่องนี้ คือมิติทางอารมณ์

 

เพลง North London Forever ไม่ได้พูดถึงแชมป์ ไม่ได้พูดถึงชัยชนะ แต่มันพูดถึงบ้าน ชุมชน และความผูกพัน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ North London Forever ไม่ได้ถูกแต่งขึ้นเพื่อ Arsenal โดยตรง แต่ มิเกล อาร์เตต้า มองเห็นพลังของมัน และเลือกดึงมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของสโมสรในช่วงปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ Arsenal ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จเต็มตัว ยังอยู่ระหว่างการสร้างตัวตน และยังต้องต่อสู้กับคำวิจารณ์มากมาย

 

ประโยค whatever the weather มีความหมายลึกมาก และท่วงทำนองตอนที่คน 60,000 กว่าคนร้องในสนามทั้งตอนก่อนแข่งและหลังแข่งฟังแล้วขนลุกสุดๆ

 

ผมเองเชียร์อาร์เซนอลมานับ 20 กว่าปี ไปดูอาร์เซนอลที่สนามเป็นสิบๆ ครั้ง ก็เพิ่งได้ฟังเพลงนี้จริงๆในสนามเมื่อปีนี้นี่เอง การได้อยู่ในบรรยากาศวันนั้นยอมรับว่าน้ำตาไหลได้เลยครับ

 

North London forever

ลอนดอนเหนือจะอยู่กับเราตลอดไป

 

Whatever the weather

ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร 

 

These streets are our own

ถนนทุกสายที่นี่คือบ้านของเรา 

 

And my heart will leave you never

และหัวใจของฉันจะไม่มีวันจากที่นี่ไป

 

My blood will forever run through the stone

เลือดของฉันจะไหลเวียนอยู่ในผืนดินและก้อนหินแห่งที่นี่ตลอดไป

 

มันไม่ได้หมายถึงแค่ฝนตกหรือแดดออก แต่มันหมายถึง ตอนชนะก็อยู่ ตอนแพ้ก็อยู่ ตอนถูกล้อก็ยังอยู่

 

นี่คือสิ่งที่ทำให้ Arsenal ไม่ใช่แค่สโมสรฟุตบอล แต่เป็นชุมชนของผู้คนที่มีความเชื่อร่วมกัน 

 

การสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ไม่ได้เริ่มจากการหา “คนที่เก่งที่สุด” แต่มันเริ่มจากการตอบให้ได้ว่าเราเป็นใคร จากนั้นสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนตัวตนนั้น สร้างวินัยให้มันเกิดขึ้นจริง และมีความอดทนมากพอที่จะไม่เลิกกลางทาง

 

Trust the process

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising