แคนาดากำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญของประเทศ หลังรัฐอัลเบอร์ตา แหล่งทรัพยากรน้ำมันสำคัญทางตะวันตก เตรียมลงประชามติเพื่อตัดสินใจว่า จะเป็นส่วนหนึ่งของแคนาดาต่อไป หรือเริ่มกระบวนการทางกฎหมายที่อาจนำไปสู่การแยกตัวเป็นเอกราชในอนาคตในวันนี้ (19 ตุลาคม)
ประเด็นสำคัญ
การลงประชามติดังกล่าวเกิดขึ้น หลังกระแสแบ่งแยกดินแดนขยายตัว จนกลายเป็นวาระสำคัญทางการเมือง โดยมีรากฐานจากความไม่พอใจต่อรัฐบาลกลางที่สะสมมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะนโยบายด้านพลังงาน การกระจายอำนาจ และความรู้สึกของชาวอัลเบอร์ตาว่า พวกเขาคือฟันเฟืองเศรษฐกิจของประเทศ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับกลับไม่คุ้มค่า
สถานการณ์นี้ยิ่งน่าจับตามองยิ่งขึ้น เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับสหรัฐอเมริกากำลังตึงเครียด หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดสงครามการค้า และข่มขู่ว่าแคนาดาจะกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกระตุ้นกระแสชาตินิยม โดยทำให้ชาวแคนาดาจำนวนมาก หันมาสนับสนุนการรักษาเอกภาพของประเทศ
เหตุใดรัฐที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรน้ำมันจึงต้องการแยกตัวจากแคนาดา ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางกับอัลเบอร์ตามีที่มาอย่างไร และการลงประชามติครั้งนี้มีโอกาสนำไปสู่การแยกประเทศจริงหรือไม่?
อัลเบอร์ตากำลังลงประชามติเรื่องอะไร?
รัฐอัลเบอร์ตาตั้งอยู่ทางตะวันตกของแคนาดา มีประชากรมากกว่า 5 ล้านคน และถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงาน เนื่องจากเป็นที่ตั้งของแหล่งทรายน้ำมันขนาดใหญ่ อีกทั้งยังเป็นรัฐที่ผลิตก๊าซธรรมชาติมากที่สุดของประเทศ คิดเป็น 60% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด
สำหรับการลงประชามติวันที่ 19 ตุลาคม ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในรอบหลายทศวรรษ โดยชาวอัลเบอร์ตาต้องเลือกระหว่างการคงสถานะเป็นส่วนหนึ่งของแคนาดาต่อไป หรือเริ่มกระบวนการทางกฎหมายเพื่อจัดประชามติแยกตัวเป็นเอกราชในอนาคต
การลงคะแนนครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีประชาชนมากกว่า 1.35 ล้านคน หรือ 43% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ออกมาใช้สิทธิล่วงหน้าหรือผ่านช่องทางพิเศษ สูงกว่าการเลือกตั้งระดับรัฐเมื่อปี 2023 ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิล่วงหน้าประมาณ 8.1 แสนคน
อย่างไรก็ตาม การลงประชามติครั้งนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding Referendum) ในการตัดสินแยกตัวเป็นเอกราชทันที แต่เป็นการสอบถามความเห็นของประชาชนว่า ต้องการให้รัฐบาลเริ่มกระบวนการดังกล่าวหรือไม่
หากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ รัฐบาลจะต้องดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายอีกหลายประการ ก่อนจัดประชามติแยกตัวเป็นเอกราชที่มีผลผูกพัน (Binding Referendum) โดย แดเนียล สมิธ (Danielle Smith) มุขมนตรีรัฐอัลเบอร์ตาระบุว่า การลงประชามติรอบต่อไปอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในปี 2027
ทำไมอัลเบอร์ตาจึงอยากแยกตัวจากแคนาดา?
รากฐานสำคัญของกระแสแบ่งแยกดินแดน คือ ความรู้สึกแปลกแยกของประชาชนในพื้นที่ตะวันตกของแคนาดา (Western Alienation) ที่สะสมมานานหลายทศวรรษ โดยชาวอัลเบอร์ตาบางส่วนมองว่า รัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับพื้นที่ทางตะวันออกมากกว่า โดยเฉพาะรัฐออนแทรีโอและควิเบก ซึ่งมีประชากรจำนวนมากและมีอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้งระดับชาติ
คีธ วิลสัน (Keith Wilson) ประธานร่วมกลุ่ม Let Alberta Decide ที่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช อธิบายว่า การกระจุกตัวของประชากรในสองรัฐดังกล่าวทำให้พรรคเสรีนิยมสามารถชนะการเลือกตั้งระดับประเทศได้ แม้ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวอัลเบอร์ตามากนัก
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลกลางสามารถดำเนินนโยบายที่ขัดต่อความต้องการของชาวอัลเบอร์ตา โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันและการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจในรัฐแห่งนี้
นอกจากนี้ กลุ่มสนับสนุนเอกราชยังเชื่อว่า อัลเบอร์ตามีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศในระดับสูง แต่กลับได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่สมส่วน ขณะที่รัฐบาลกลางมีอำนาจแทรกแซงกิจการภายในรัฐมากเกินไป
อนึ่ง กระแสแบ่งแยกดินแดนยิ่งเติบโตขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อมาตรการบังคับฉีดวัคซีนและข้อจำกัดด้านสาธารณสุขกระตุ้นให้ประชาชนที่ไม่พอใจการใช้อำนาจของรัฐบาลออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่แรงสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่การรวบรวมรายชื่อประชาชนมากกว่า 300,000 คน เพื่อเรียกร้องให้จัดประชามติแยกตัวเป็นเอกราช ขณะที่ฝ่ายคัดค้านก็สามารถรวบรวมรายชื่อได้มากกว่า 400,000 คนเช่นกัน
ทรัมป์กระตุ้นกระแสชาตินิยมแคนาดา สวนทางขบวนการแบ่งแยกดินแดน
อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อบรรยากาศก่อนลงประชามติ คือ ความสัมพันธ์บาดหมางระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ หลังทรัมป์แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อแคนาดาอย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนหันมาสนับสนุนการรักษาเอกภาพของประเทศมากขึ้น แม้แต่ในอัลเบอร์ตาที่มีแนวโน้มสนับสนุนการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมก็ตาม
ขณะที่ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาเตือนว่า การลงประชามติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจากแคนาดากำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและอธิปไตยของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอย่าใช้สิทธิลงคะแนนเพียงเพื่อส่งสัญญาณแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลกลาง
“จงออกไปลงคะแนนราวกับว่า อนาคตของแคนาดาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ” คาร์นีย์กล่าวระหว่างการรณรงค์ในเมืองเอ็ดมันตัน
แม้ผู้สนับสนุนเอกราชบางส่วนจะเปิดกว้างต่อแนวคิดให้อัลเบอร์ตาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ แต่แกนนำบางคนก็ไม่เห็นด้วย โดยวิลสันยืนยันว่า เขาไม่ต้องการให้อัลเบอร์ตาเปลี่ยนจากการอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลแคนาดา ไปอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลสหรัฐฯ แทน
“ผมไม่สนใจที่จะเปลี่ยนจากผู้มีอำนาจปกครองคนหนึ่งในกรุงออตตาวา ซึ่งกำหนดอนาคตของลูกหลานผม ไปเป็นผู้มีอำนาจคนใหม่ในกรุงวอชิงตัน” วิลสันกล่าว
อัลเบอร์ตามีโอกาสแยกตัวเป็นเอกราชจริงหรือไม่?
แม้กระแสแบ่งแยกดินแดนจะเติบโตขึ้น แต่ผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักยังสะท้อนว่า ชาวอัลเบอร์ตาส่วนใหญ่ต้องการคงสถานะเป็นส่วนหนึ่งของแคนาดาต่อไป โดยผลสำรวจของ Leger ที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม พบว่า ประชาชน 70% ต้องการอยู่ร่วมกับแคนาดา ขณะที่มากกว่า 20% สนับสนุนให้เริ่มกระบวนการทางกฎหมายเพื่อจัดประชามติแยกตัวเป็นเอกราชในอนาคต ส่วนอีก 7% ยังไม่ตัดสินใจ
ขณะที่ผลสำรวจของ Janet Brown Opinion Research ในเดือนกันยายนพบว่า ประชาชน 72% สนับสนุนการอยู่ร่วมกับแคนาดา และ 23% สนับสนุนการแยกตัว โดยกลุ่มผู้ชายและประชาชนในพื้นที่ชนบทมีแนวโน้มสนับสนุนการแยกตัวมากกว่ากลุ่มอื่นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลว่าผลการลงคะแนนอาจพลิกความคาดหมายคล้ายกับกรณี Brexit เมื่อประชาชนสหราชอาณาจักรลงประชามติสนับสนุนการออกจากสหภาพยุโรปในปี 2016 โดยเฉพาะหากชาวอัลเบอร์ตาบางส่วนลงคะแนนเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลกลาง มากกว่าการสนับสนุนเอกราชอย่างจริงจัง
แม้ผลประชามติจะสนับสนุนให้เริ่มกระบวนการแยกตัว แต่ก็ยังมีอุปสรรคทางกฎหมายอีกหลายประการ รวมถึงประเด็นสิทธิของกลุ่มชนพื้นเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์การเดินหน้าจัดประชามติโดยไม่มีการหารือกับพวกเขาอย่างเหมาะสม
ภาพ: Todd Korol / Reuters
อ้างอิง:


