×

AI ไม่ได้อยู่แค่บน Cloud: เมื่อ Data Center เผชิญบททดสอบ ESG จากชุมชนและกฎเกณฑ์ใหม่

06.10.2026
  • LOADING...
ภาพ Data Center แสดงถึงความท้าทายด้าน ESG และชุมชน

เมื่อกล่าวถึง AI หลายคนมักนึกถึงซอฟต์แวร์ โมเดลภาษา หรือบริการดิจิทัล ผ่าน Cloud แต่เบื้องหลังเทคโนโลยีเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สร้างอยู่บนผืนดินจริงที่ประกอบด้วยชิป เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย ระบบระบายความร้อน ตลอดจนโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าที่ต้องจ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้งาน AI ที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว ทำให้ Data Center มีเหตุผลที่จะตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางการใช้งาน ซึ่งหมายถึงการเข้าใกล้เมืองและชุมชนมากขึ้น ส่งผลให้มีผู้คนในชุมชนกลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การเติบโตของ AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการยอมรับจากสังคม

 

การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นผลักดันความต้องการกำลังประมวลผลและ Data Center ขณะที่อุปทานไม่ได้เพิ่มได้ด้วยการสร้างอาคารและติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เพียงอย่างเดียว โครงการยังต้องมีไฟฟ้าที่จ่ายได้จริง จุดเชื่อมต่อโครงข่าย สถานีไฟฟ้า ระบบน้ำ และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อาจใช้เวลาพัฒนานานกว่าตัว Data Center เอง

 

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกอาจแตะประมาณ 945 เทราวัตต์-ชั่วโมงภายในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศของญี่ปุ่นในปัจจุบัน ขณะที่ ในสหรัฐฯ กระทรวงพลังงานประเมินว่า สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ซึ่งอยู่ที่ราว 4.4% ของทั้งประเทศในปี 2566 อาจเพิ่มเป็น 6.7–12% ภายในปี 2571 โดยความท้าทายอยู่ที่ ความเร็วในการก่อสร้าง Data Center ที่ไม่เท่ากัน บางแห่งอาจสร้างเสร็จได้ภายในไม่กี่ปี แต่ว่าโรงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้าซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานส่วนสนับสนุน อาจใช้เวลาสร้าง รวมถึงใช้เวลาในกระบวนการอนุมัติโครงการนานกว่า ส่งผลให้ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้จริง กลายเป็นคอขวดสำคัญของการลงทุน AI

 

นอกจากนี้ ความต้องการดังกล่าวยังต้องแข่งขันกับการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือน อุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้า และอาคารต่างๆ ทำให้ แม้ประเทศหนึ่งจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอในภาพรวม แต่ในพื้นที่ที่มี Data Center ตั้งอยู่ อาจขาดแคลนสายส่ง หม้อแปลง หรือสถานีไฟฟ้าที่รองรับความต้องการใช้พลังงานขนาดใหญ่และต่อเนื่องได้

 

แม้ว่า Data Center จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ทั้งการขยายบริการ Cloud การสนับสนุนการใช้งาน AI การลงทุนก่อสร้าง รายได้ภาษี ตลอดจนความต้องการบุคลากรด้านวิศวกรรม พลังงาน และโทรคมนาคม แต่ประโยชน์เหล่านี้อาจกระจายเป็นวงกว้างไปยังผู้ใช้งานทั่วประเทศหรือทั่วโลก ขณะที่ ต้นทุนหลายด้านกลับกระจุกตัวในชุมชนที่เป็นที่ตั้งโครงการ โดยชุมชนอาจต้องเผชิญกับการใช้น้ำจำนวนมาก เสียงรบกวน การก่อสร้าง อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการระบายความร้อน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน หรือความเสี่ยงที่ค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้น หากครัวเรือนต้องร่วมรับภาระค่าลงทุนโครงข่ายซึ่งสร้างขึ้น เพื่อรองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่

 

นอกจากนี้ หลายพื้นที่ยังตั้งคำถามว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่โครงการได้รับ คุ้มค่ากับการจ้างงานถาวรที่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือในด้านการเลือกระบบระบายความร้อน ก็มีผลกระทบที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี โดยระบบที่ใช้น้ำอาจช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ แต่ก็เพิ่มแรงกดดันในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ส่วนระบบที่ใช้อากาศมากขึ้น อาจประหยัดน้ำ แต่ใช้พลังงานสูงกว่า จึงไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกพื้นที่

 

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการขยาย Data Center ทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อม (E) และสังคม (S) เชื่อมโยงกันโดยตรง การใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำมหาศาลสร้างแรงกดดันต่อประชากรในพื้นที่ คำถามสำคัญคือ หากต้องลงทุน โดยเฉพาะขยายโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับผู้ใช้รายใหญ่ ใครคือผู้ได้รับประโยชน์ และ ใครคือผู้จ่ายต้นทุนดังกล่าว ด้วยความท้าทายเหล่านี้ ทำให้เริ่มเห็นแรงต้านจากชุมชนต่างๆ มากขึ้น

 

ภาพดังกล่าวเห็นได้ชัดในสหรัฐฯ โดย Data Center Watch ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีโครงการอย่างน้อย 75 แห่ง มูลค่ารวมประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์ สรอ. ถูกระงับหรือชะลอออกไป จากแรงคัดค้านของชุมชน โดยตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการถูกยกเลิกถาวร แต่สะท้อนว่า การยอมรับจากชุมชน หรือ Social license กำลังกลายเป็นเงื่อนไขทางธุรกิจที่มีผลต่อระยะเวลาก่อสร้าง ต้นทุนทางการเงิน และโอกาสที่โครงการจะเปิดดำเนินงานได้จริง

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีทางผู้พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เริ่มจัดกิจกรรมการบริจาคหรือกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ ในพื้นที่ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้าง แต่หากชุมชนยังไม่ทราบตั้งแต่ต้นว่า โครงการจะใช้น้ำและไฟฟ้าเท่าใด ใครจะรับผิดชอบค่าขยายโครงข่าย และประโยชน์ระยะยาวจะตกอยู่กับคนในพื้นที่มากน้อยเพียงใด ความไว้วางใจที่เสียไปแล้วตั้งแต่ต้น อาจเรียกคืนได้ยาก และกลายเป็นต้นทุนทางสังคมตามมา

 

Governance คือการกำหนดว่าใครรับผิดชอบต้นทุน

 

เมื่อผลกระทบและแรงเสียดทานชัดเจนขึ้น บทบาทของภาครัฐ (G) จึงไม่ใช่เพียงการเร่งอนุมัติหรือจำกัดการก่อสร้าง แต่คือการวางกติกาให้การเติบโตของ Data Center ไม่ผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและชุมชน หลายประเทศเริ่มปรับนโยบายจากการส่งเสริมการลงทุนเพียงด้านเดียว ไปสู่การกำหนดเงื่อนไขเรื่องพลังงาน น้ำ การปล่อยคาร์บอน และความยืดหยุ่นในการใช้ไฟฟ้า อย่างเช่น ในสหรัฐฯ ที่ไม่มีใบอนุญาต Data Center ระดับชาติใบเดียวที่ใช้ได้กับทุกโครงการ โดยผู้พัฒนาต้องผ่านการอนุมัติผังเมืองและอาคารจากท้องถิ่น ทำข้อตกลงเชื่อมต่อกับบริษัทไฟฟ้าหรือผู้ดูแลโครงข่าย และขอใบอนุญาตด้านอากาศ น้ำ หรือสิ่งแวดล้อมจากรัฐ ขณะที่การพิจารณาระดับรัฐบาลกลางอาจเข้ามาเกี่ยวข้อง หากโครงการใช้ที่ดินของรัฐบาล กระทบทรัพยากรที่ได้รับความคุ้มครอง หรือมีการปล่อยมลพิษในระดับที่เข้าเกณฑ์ โดยแม้อยู่ในรัฐเดียวกัน แต่ข้อกำหนดก็อาจต่างกันตามเทศมณฑล เขตให้บริการไฟฟ้า และตลาดพลังงาน

 

โดยล่าสุด (30 ก.ย. 2569) วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากทั้งพรรคเดโมแครต และ รีพับลิกันได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งท่อส่งพลังงาน สายส่งไฟฟ้าแรงสูง และโครงการพลังงานขนาดใหญ่ โดยหนึ่งในสาระสำคัญของร่างกฎหมายคือการกำหนดให้ผู้พัฒนา Data Center ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่จากกระแส AI ต้องรับผิดชอบต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการขยายระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นสายส่งแรงสูง โรงไฟฟ้า หรือระบบจำหน่ายไฟฟ้า แทนการผลักภาระต้นทุนดังกล่าวไปยังผู้บริโภคทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกฎหมายยังมีมาตรการเร่งรัดการอนุมัติการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งถือเป็นคอขวดสำคัญของระบบพลังงานสหรัฐฯ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายยังไม่สิ้นสุด โดยคาดว่าวุฒิสภาจะยังไม่ลงมติจนกว่าจะผ่านการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน และเนื้อหาร่างกฎหมายยังมีโอกาสถูกปรับแก้อีก

 

นอกจากนี้ แต่ละรัฐกำลังยกระดับเงื่อนไขด้วยแนวทางที่แตกต่างกัน อาทิ นิวยอร์กพักการออกใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมระดับรัฐสำหรับโครงการขนาดใหญ่ เป็นเวลาสูงสุด 1 ปี ระหว่างจัดทำมาตรฐานเพื่อคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้า โครงข่าย ทรัพยากรธรรมชาติ และชุมชน ขณะที่ รัฐเพนซิลเวเนียกำหนดให้โครงการต้องได้รับความเห็นชอบจากท้องถิ่น และทำข้อผูกพันตามมาตรฐานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรับผิดชอบ หรือ Grid ที่มีผลทางกฎหมาย เป็นต้น

 

ด้านยุโรปกำลังพัฒนากรอบประเมินความยั่งยืนของ Data Center ที่ครอบคลุมประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ การใช้พลังงานสะอาด การนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ และความสามารถในการช่วยรักษาสมดุลของโครงข่าย

 

ส่วนจีนใช้แนวทางที่ต่างออกไปผ่านโครงการ “East Data, West Computing” โดยพยายามย้ายงานประมวลผลที่ไม่มีความจำเป็นต้องตอบสนองแบบทันที เช่น การฝึกโมเดล AI และการจัดเก็บข้อมูล ไปยังพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคเหนือซึ่งมีที่ดิน พลังงานหมุนเวียน และภูมิอากาศที่เหมาะสมกว่า ขณะที่งานที่ต้องการความหน่วงต่ำ ยังคงอยู่ใกล้เมืองและผู้ใช้งาน แนวคิดนี้สะท้อนทางเลือกสำคัญว่า ในบางกรณีเราอาจส่ง “ข้อมูล” ไปประมวลผลที่ใกล้แหล่งพลังงาน แทนที่จะสร้างสายส่งเพื่อส่ง “ไฟฟ้า” เข้ามายังศูนย์กลางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ดี ไม่มีแนวทางใดที่ปราศจากต้นทุน การย้ายงานประมวลผลต้องอาศัยเครือข่ายใยแก้วนำแสงและซอฟต์แวร์ที่จัดสรรงานข้ามพื้นที่ได้ ส่วนพลังงานหมุนเวียนก็ยังต้องมีระบบกักเก็บหรือแหล่งพลังงานที่จ่ายไฟได้ต่อเนื่องในช่วงที่ลมหรือแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ

 

โดยภาพรวม ทิศทางของกฎเกณฑ์ในหลายประเทศจึงมีจุดร่วมสำคัญ ได้แก่ โครงการใหม่ต้องแสดงให้เห็นว่ามีแหล่งพลังงานรองรับจริง รับผิดชอบต้นทุนโครงข่ายที่เกิดจากตนเอง จัดหาพลังงานสะอาดเพิ่มเติมจากระบบเดิม เปิดเผยการใช้น้ำและการปล่อยคาร์บอนตามสภาพจริงของพื้นที่ และหารือกับชุมชนตั้งแต่ก่อนตัดสินใจเรื่องที่ตั้งและสิทธิประโยชน์ โดยการจัดหาพลังงานสะอาดเพิ่มเติมในที่นี้ไม่ใช่เพียงการซื้อใบรับรองจากกำลังผลิตเดิม แต่ควรช่วยให้เกิดโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน หรือแหล่งจ่ายไฟคาร์บอนต่ำใหม่ในระบบจริงด้วย

 

ESG ไม่ใช่เพียงหลักการ และ ภาพลักษณ์ แต่ได้สร้างผลกระทบทางการเงินที่จับต้องได้จริง

 

สำหรับนักลงทุน ESG จึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่แยกจากผลตอบแทน แต่เป็นตัวแปรทางการเงินของโครงการโดยตรง ค่าใช้จ่ายเพื่อการเชื่อมต่อไฟฟ้าและจัดหาระบบน้ำ อาจสูงขึ้นตามค่าไฟ ค่าน้ำ ราคาคาร์บอน หรือมาตรฐานประสิทธิภาพที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ อาจต้องเพิ่มเงินลงทุนด้านการสร้างสถานีไฟฟ้า สายส่ง ระบบสำรองไฟ และระบบน้ำ ส่วนการคัดค้านหรือการอนุมัติที่ล่าช้าทำให้รายได้เลื่อนออกไป ขณะที่ดอกเบี้ยและต้นทุนก่อสร้างยังสะสมต่อเนื่อง ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงิน โครงการที่ดูให้ผลตอบแทนดีบนกระดาษจึงอาจมีความคุ้มค่าต่างไปมาก เมื่อรวมต้นทุนด้านพลังงาน ทรัพยากร และชุมชนอย่างครบถ้วน

 

นัยต่อการลงทุน: การสร้างอาจชะลอ แต่ Demand ไม่จำเป็นต้องชะลอตาม

 

SCB CIO มองว่า กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นและข้อจำกัดด้านไฟฟ้า อาจทำให้ Data Center ใหม่เข้าสู่ตลาดช้าลง แต่ การสร้างที่ช้าลงไม่ใช่หลักฐานว่าความต้องการใช้ AI ลดลง ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงด้านการส่งมอบอุปทาน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนทิศของความต้องการโดยอัตโนมัติ

 

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว โครงการที่มีลูกค้าหรือสัญญารองรับ มีใบอนุญาต มีไฟฟ้าที่เชื่อมต่อได้จริง และพร้อมเปิดให้บริการ อาจมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นเมื่อกำลังการผลิตใหม่เข้าสู่ตลาดได้ช้า ตรงกันข้าม โครงการที่ยังมีเพียงแผนก่อสร้าง แต่ไม่มีความชัดเจนเรื่องไฟฟ้า ใบอนุญาต หรือการยอมรับจากชุมชน จะเผชิญความเสี่ยงด้านเวลา ต้นทุน และผลตอบแทนสูงกว่า นักลงทุนจึงควรให้น้ำหนักกับ ความพร้อมส่งมอบจริง มากกว่าจำนวนเมกะวัตต์ที่ประกาศไว้

 

ในภาพใหญ่ ความต้องการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่ที่ Data Center เพราะระบบไฟฟ้ายังต้องรองรับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งผ่านการขยายโครงข่าย อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีที่ช่วยใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น โอกาสการลงทุนในวัฏจักร AI จึงอยู่ทั้งในสินทรัพย์ที่พร้อมให้บริการ และในธุรกิจที่ช่วยปลดคอขวดให้ระบบเติบโตต่อได้

 

กลุ่มแรกคือโครงข่ายไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น หม้อแปลง สวิตช์เกียร์ สายเคเบิล สถานีไฟฟ้า ระบบควบคุมโครงข่าย และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งได้ประโยชน์จากความต้องการลงทุนทั้งเพื่อ Data Center และการใช้ไฟฟ้าของเศรษฐกิจในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค นักลงทุนยังต้องพิจารณาว่า หน่วยงานกำกับดูแลอนุญาตให้เรียกเก็บต้นทุนได้มากน้อยเพียงใด และภาระต้นทุนดังกล่าวจะถูกแบ่งระหว่างผู้พัฒนาโครงการกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปอย่างเหมาะสมหรือไม่

 

กลุ่มที่สองคือเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ชิปที่ใช้พลังงานน้อยลง ระบบระบายความร้อนขั้นสูง การนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ และซอฟต์แวร์ที่เลื่อนงานประมวลผลไปยังช่วงเวลาหรือพื้นที่ที่มีไฟฟ้าเหลือ เทคโนโลยีเหล่านี้มีโอกาสได้ประโยชน์ แม้การก่อสร้าง Data Center ใหม่จะชะลอลง เพราะศูนย์เดิมก็ยังจำเป็นต้องลดต้นทุนและปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้น

 

บทสรุป – AI อาจเป็นเทคโนโลยีบน Cloud แต่ความสามารถในการขยายตัวขึ้นอยู่กับข้อจำกัดบนพื้นดิน ทั้งไฟฟ้า น้ำ กฎเกณฑ์ และการยอมรับจากชุมชน ผู้ชนะในระยะยาวจึงไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ประกาศสร้างได้มากที่สุด แต่เป็นผู้ที่สร้างได้จริง เปิดให้บริการได้จริง และสร้างผลตอบแทนได้หลังรับผิดชอบต้นทุน ESG อย่างครบถ้วน ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์ที่ชุมชนสัมผัสได้ จะมีโอกาสเปลี่ยนการเติบโตของ AI ให้เป็นผลตอบแทนระยะยาวได้มากกว่า ดังนั้น โอกาสการลงทุน จึงไม่ใช่เพียงการหาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่คือการแยกให้ออกว่าธุรกิจใดมีศักยภาพจริงเมื่อรวมต้นทุนด้าน ESG เข้าไปแล้ว เพราะท้ายที่สุดประเด็น ESG ต้องถูกนำมาประเมินคุณภาพ กระแสเงินสด และความอยู่รอดของสินทรัพย์นั้นตั้งแต่ริเริ่มโครงการ ถือเป็นต้นทุนที่รวมอยู่ในการลงทุนนั่นเอง

 

หมายเหตุ:

  • จัดทำ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน

 

คำเตือน:

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนรวมเพิ่มเติมได้จาก website ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777

 

อ้างอิง: 

 และ https://www.nj.gov/governor/news/2026/approved/20260707a.shtml 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories