พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค และ กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค แถลงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแสดงจุดยืนคัดค้านการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤติด้านพลังงาน
โดยประเมินว่าการกู้เงินดังกล่าวจะสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และผลักดันให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้ระดับเพดานสูงสุด พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านการปรับโครงสร้างภาษีและการจัดการกำไรของกลุ่มธุรกิจพลังงานแทนการสร้างภาระหนี้
อภิสิทธิ์ระบุถึงความแตกต่างของสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันกับวิกฤตการณ์ในอดีต เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีการเติบโตติดลบ ทว่าข้อมูลเศรษฐกิจในปัจจุบันภายหลังเกิดสถานการณ์สงคราม 1 เดือน GDP ยังคงเติบโตที่ระดับ 1.5% ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.8% ภาคการส่งออกเพิ่มขึ้น 19.3% ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 3.6% และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
รวมถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น และธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจยังมีเสถียรภาพ การอ้างเหตุผลเพื่อกู้เงินโดยเปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีตจึงเป็นบริบทที่แตกต่างกัน
ในประเด็นแผนการใช้จ่ายงบประมาณจากการกู้เงิน ซึ่ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่าจะมีการนำวงเงิน 200,000 ล้านบาท ไปใช้ในโครงการลักษณะกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการคนละครึ่ง และโครงการไทยช่วยไทย ภายในระยะเวลา 4 เดือนนั้น อภิสิทธิ์ประเมินว่า หากสถานการณ์วิกฤตมีความยืดเยื้อ การใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลในระยะเวลาอันสั้นจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตในลักษณะฟองสบู่ สร้างแรงกดดันด้านราคาสินค้า และเมื่อรัฐบาลใช้เครื่องมือทางการเงินจนหมด อาจทำให้ประเทศขาดกลไกในการรับมือหากเกิดวิกฤตซ้ำซ้อน
รัฐบาลจึงควรดำเนินมาตรการโดยเคารพกรอบวินัยการเงินการคลังตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างเคร่งครัด หากพบการละเมิด พรรคฝ่ายค้านจะใช้กลไกทางกฎหมายตรวจสอบต่อไป
สำหรับข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้รัฐบาลพิจารณาลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจะสามารถปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลงเหลือ 33 บาทต่อลิตร โดยใช้อัตรางบประมาณเพียง 1 ใน 3 ของวงเงินที่รัฐบาลเตรียมกู้เงิน ควบคู่ไปกับการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะช่วยให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงถึงระดับ 30 บาทต่อลิตร และยังเป็นการสร้างรายได้กลับเข้าสู่รัฐ
ส่วนการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พรรคประชาธิปัตย์เห็นพ้องในหลักการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง แต่เสนอให้ใช้กลไกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายแทนการกู้เงิน เนื่องจากใช้สัดส่วนงบประมาณน้อยกว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ
ขณะที่แผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบโซลาร์รูฟท็อปนั้น อภิสิทธิ์มองว่าเป็นการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศน้อย รัฐบาลควรหันมาสนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี20 และ บี50 ซึ่งเป็นการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศ และนำงบประมาณไปอุดหนุนผู้ประกอบการเพื่อปรับแต่งเครื่องยนต์ให้รองรับเชื้อเพลิงดังกล่าวแทน
ทั้งนี้ รัฐบาลสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้ทันทีโดยที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องดำเนินมาตรการจัดรถพุ่มพวงเพื่อจำหน่ายสินค้าราคาถูก
ด้าน กรณ์ จาติกวณิช ได้นำเสนอข้อมูลผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจน้ำมันเพื่อประกอบข้อเสนอเรื่องภาษีลาภลอย โดยระบุว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิสูงถึง 19,000 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวสูงขึ้น 456% หรือ 4.5 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเป็นตัวเลขที่สูงกว่ากำไรสุทธิรวมทั้งปีของปีก่อนหน้าถึง 30% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงส่วนต่างกำไรที่เกิดจากการกักตุนน้ำมันต้นทุนต่ำก่อนเกิดสถานการณ์สงครามแล้วนำมาจำหน่ายในราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 16-17 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นภาระที่ตกอยู่กับประชาชนผู้บริโภค
กรณ์ชี้ให้เห็นว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงเกินความจำเป็นมีสาเหตุมาจากการที่รัฐบาลไม่ได้เข้าไปกำกับดูแลโครงสร้างการกำหนดราคาน้ำมัน โดยคณะกรรมการความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มีเอกนิติเป็นประธาน ยังคงใช้สูตรการคำนวณแบบเดิม รวมถึงการที่รัฐบาลไม่พิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้กับประชาชนตั้งแต่แรก แต่กลับปล่อยให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น แล้วนำปัญหาดังกล่าวมาเป็นเหตุผลประกอบการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด


