วันนี้ (6 พฤศจิกายน) โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนและสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า แนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ เป็นการจำกัดอำนาจการตรวจสอบฝ่ายบริหารและเข้าข่ายใช้อำนาจเผด็จการ
โสภณได้ชี้แจงรายละเอียดเพื่อทำความเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลรวม 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
- ไม่ใช่กฎใหม่ แต่เป็นแนวทางเดิมตามข้อบังคับปี 2562 แนวทางที่แจ้งเวียนไปไม่ใช่ดุลพินิจส่วนตัวหรือการตั้งกฎใหม่ แต่เป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ซึ่ง กมธ. ส่วนใหญ่ปฏิบัติอยู่แล้ว สืบเนื่องจากการประชุมร่วมกับประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องให้ยึดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับสภาฯ เป็นหลัก โดยมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายสรุปแนวทางกลางเพื่อให้ทุกคณะปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน
- อำนาจ กมธ. เป็นของ ‘คณะบุคคล’ ไม่ใช่อำนาจส่วนตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 อำนาจในการสอบหาข้อเท็จจริง รวมถึงการเรียกบุคคลหรือเอกสาร เป็นอำนาจของ กมธ. ในรูปแบบคณะบุคคล ไม่ใช่อำนาจเฉพาะตัวของประธาน กมธ. สำหรับกรณีข้อโต้แย้งใน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โสภณระบุว่าจำเป็นต้องแยก ‘อำนาจบริหารจัดการประชุม’ ซึ่งเป็นของประธาน กมธ. ออกจาก ‘อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสาร’ ซึ่งต้องผ่านมติของที่ประชุมตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย
- ยึดข้อบังคับ ไม่ใช่การปกป้องฝ่ายบริหาร
กมธ. ทุกคณะประกอบด้วยสมาชิกรัฐบาลและฝ่ายค้านที่มีหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน การวางแนวทางให้ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงไม่ใช่การจำกัดอำนาจหรือปกป้องฝ่ายบริหาร แต่ทำให้การตรวจสอบมีความชอบธรรม ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย
4. ลดความซ้ำซ้อน เพื่อไม่สร้างภาระให้หน่วยงานรัฐ
การกำหนดแนวทางกรณีที่ กมธ. หลายคณะพิจารณาเรื่องเกี่ยวข้องกัน เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมฯ ข้อ 90 วรรคสี่ หาก กมธ. หลายคณะเชิญหน่วยงานเดียวกันมาชี้แจงในเรื่องซ้ำซ้อนโดยไม่ประสานงาน จะสร้างภาระและกระทบต่อการให้บริการประชาชน การประสานงานจึงไม่ใช่การลดทอนอำนาจตรวจสอบ แต่ช่วยให้การแสวงหาข้อเท็จจริงมีประสิทธิภาพสูงสุด
5. เคารพมติที่ประชุมคือหัวใจประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติรัฐคือการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจ ประธานสภาฯ มีหน้าที่ต่อสภาและประชาชน เพื่อรักษาความเป็นกลางและเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ หัวใจของประชาธิปไตยคือการเปิดใจรับฟังและหาข้อสรุปร่วมกัน แต่หากหาข้อสรุปไม่ได้ ก็จำเป็นต้องตัดสินด้วยมติเสียงข้างมากและเคารพเสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นหลักสากลในการทำงานของสภา
ในช่วงท้ายของจดหมายเปิดผนึก โสภณย้ำว่าการออกมาชี้แจงครั้งนี้ ทำไปเพื่อความมุ่งหวังให้สังคมและวิญญูชนร่วมกันพิจารณาด้วยเหตุและผล สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมโดยรวม
นอกจากนี้ โสภณยังได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมถึงระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกันของ กมธ. หลายคณะ พ.ศ. 2562 โดยระบุสั้นๆ ว่า “ข้อบังคับก็คือกฎหมาย ออกเมื่อปี 2562 ขณะนี้ก็ยังไม่ได้แก้ไข จึงมีผลบังคับใช้อยู่”

