×

ทำไม ‘เท็กซัส’ ถึงกลายเป็นสีฟ้า? เจาะเบื้องหลังชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของเดโมแครต ในฐานที่มั่นรีพับลิกันรอบ 30 ปี

05.11.2026
การนับคะแนนและการแข่งขันทางการเมืองในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่รัฐเท็กซัส

ปี 1988 คือครั้งสุดท้ายที่รัฐเท็กซัสเลือกวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต หลัง ลอยด์ เบนต์เซน (Lloyd Bentsen) คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอีกสมัย เช่นเดียวกับปี 1994 ที่ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งตำแหน่งระดับรัฐเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เท็กซัสจะกลายเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญที่สุดของพรรครีพับลิกันในการเมืองสหรัฐอเมริกา

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ตลอดเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคเดโมแครตพยายามที่จะเปลี่ยน ‘พื้นที่สีแดง’ แห่งนี้ให้กลายเป็นรัฐที่มีคะแนนผันผวน (Swing State) ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ หลายครั้ง แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น สะท้อนจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถเอาชนะ คามาลา แฮร์ริส ได้อย่างขาดลอยด้วยคะแนนทิ้งห่างเกือบ 14 จุด

 

ทว่าการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 กลับสร้างปรากฏการณ์ ‘เท็กซัสกลายเป็นสีฟ้า’ (Texas Turned Blue) เมื่อพรรคเดโมแครตกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งตำแหน่งสำคัญระดับรัฐ ทั้งเก้าอี้วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ผู้ว่าการรัฐ รองผู้ว่าการรัฐ และอัยการสูงสุด พร้อมพลิกครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรระดับรัฐได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี

 

อะไรทำให้ฐานเสียงของรีพับลิกันในเท็กซัสเริ่มสั่นคลอน แล้วเหตุใดเดโมแครตจึงสามารถพลิกชนะในรัฐที่เคยถูกมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้ THE STANDARD ชวนสำรวจเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ว่า เดโมแครตเดินเกมอย่างไร จึงซื้อใจกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มากขึ้น

 

1. ประชากรเท็กซัสเปลี่ยนไป ฐานเสียงรีพับลิกันจึงไม่เหมือนเดิม

 

The Atlantic วิเคราะห์ผ่านบทความ How Texas Turned Blue ว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ฐานเสียงของพรรครีพับลิกันในเท็กซัสเริ่มเปลี่ยนแปลงไป คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดึงดูดประชากรกลุ่มใหม่เข้ามาในรัฐอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เท็กซัสมีโครงสร้างประชากรแตกต่างจากอดีต ทั้งการขยายตัวของเมือง ระดับการศึกษา และความหลากหลายทางเชื้อชาติ

 

ต้องเข้าใจว่า ตลอดช่วง 30 ปีที่รีพับลิกันครองอำนาจ เท็กซัสกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่ดึงดูดการลงทุนและการย้ายถิ่นฐานมากที่สุดของประเทศจากนโยบายส่งเสริมธุรกิจ อัตราภาษีต่ำ ที่อยู่อาศัยราคาถูกกว่ารัฐอย่างแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก รวมถึงกฎระเบียบที่เอื้อต่อภาคเอกชน ทำให้ทั้งบริษัทและประชาชนจากรัฐอื่นๆ ย้ายเข้ามาเพิ่มขึ้น

 

เหล่านี้สะท้อนจากจำนวนประชากรเท็กซัสที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 8% ตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่บริษัทมากกว่า 300 แห่งย้ายสำนักงานใหญ่เข้ามาตั้งแต่ปี 2015 รวมถึง Tesla, Oracle และ Charles Schwab

 

แต่การขยายตัวดังกล่าวก็มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดย The Atlantic ชี้ว่า สัดส่วนของผู้ใหญ่ในเท็กซัสที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปเพิ่มจาก 28% เป็น 35% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขเหล่านี้มีนัยสำคัญต่อการแข่งขันทางการเมือง เนื่องจากประชากรกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มสนับสนุนพรรคเดโมแครตมากขึ้น

 

2. ปัญหาค่าครองชีพและผู้อพยพ ทำให้ชาวลาตินหันกลับมาสนับสนุนเดโมแครต

 

ปัญหาค่าครองชีพเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ความนิยมของรีพับลิกันลดลง โดย The Atlantic วิเคราะห์ว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พรรคมักใช้ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเท็กซัส หรือปรากฏการณ์ ‘Texas Miracle’ เป็นจุดขายในการหาเสียง พร้อมชูการเติบโตของธุรกิจ การลงทุน และโอกาสในการจ้างงาน

 

ทว่าข้อได้เปรียบเหล่านี้เริ่มเสื่อมมนต์ขลัง หลังราคาอาหาร น้ำมัน ที่อยู่อาศัย และค่ารักษาพยาบาลปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่า การเติบโตของรัฐไม่ได้ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเหมือนในอดีต

 

Bloomberg วิเคราะห์ว่า ความไม่พอใจดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับนโยบายภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์ และสงครามอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงาน ขณะที่ประเด็นความขัดแย้งทางวัฒนธรรม (Culture Wars) ที่รีพับลิกันพยายามผลักดันระหว่างหาเสียง กลับได้รับความสนใจน้อยกว่าปัญหาปากท้อง

 

มาร์ก โจนส์ (Mark Jones) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จาก Rice University ให้สัมภาษณ์ Bloomberg ว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนความไม่พอใจต่อรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ซึ่งปกติมักเอนเอียงไปทางรีพับลิกัน แต่ในการเลือกตั้งมิดเทอมครั้งนี้กลับหันไปสนับสนุนเดโมแครตมากขึ้น

 

ชาวลาตินคือกลุ่มประชากรที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ถือเป็นกลุ่มประชากรที่มีสัดส่วนมากที่สุดในรัฐ หรือคิดเป็นตัวเลขราว 40.9% ในปี 2025 โดย ไมค์ มาดริด (Mike Madrid) ที่ปรึกษาทางการเมืองผู้ศึกษาพฤติกรรมการลงคะแนนของชาวฮิสแปนิก เปิดเผยกับ The Atlantic ว่า ในการลงคะแนนเลือกตั้งมิดเทอมล่วงหน้าปี 2026 มีชาวฮิสแปนิกลงคะแนนล่วงหน้ามากกว่ากลุ่มประชากรอื่น รวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เขาไม่เคยเห็นตลอด 35 ปีที่ผ่านมา

 

มาดริดวิเคราะห์ว่า ชาวฮิสแปนิกไม่ได้ยึดติดกับพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ แต่ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ในการตัดสินใจลงคะแนนเสียง สอดคล้องกับ สเตฟานี วาเลนเซีย (Stephanie Valencia) จาก Equis Research ที่ให้สัมภาษณ์ NPR ว่า ปัญหาค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และความผิดหวังต่อคำมั่นสัญญาของรีพับลิกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวลาตินจำนวนหนึ่งหันกลับมาสนับสนุนเดโมแครต

 

นอกจากนี้ นโยบายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์ยังสร้างความไม่พอใจในชุมชนชาวลาติน แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนจะเคยสนับสนุนมาตรการควบคุมชายแดน แต่การบังคับใช้นโยบายเนรเทศผู้อพยพและการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดตลอดสองปีที่ผ่านมา กลับทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์

 

น่าสนใจว่า ในประเด็นนี้ ABC Australia รายงานความเห็นของ แวน โจนส์ (Van Jones) อดีตที่ปรึกษารัฐบาลบารัก โอบามา โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า ประชาชนบางส่วนอาจเลือกทรัมป์ เพราะต้องการให้รัฐบาลควบคุมชายแดน แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะสนับสนุนมาตรการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อครอบครัวผู้อพยพ

 

เหล่านี้สะท้อนจากผลคะแนนในพื้นที่ Rio Grande Valley ใกล้ชายแดนเม็กซิโก โดย Bloomberg รายงานว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต Cameron County ลงคะแนนให้ เจมส์ ทาลาริโก (James Talarico) ผู้สมัครวุฒิสมาชิกจากเดโมแครต โดยเอาชนะ เคน แพกซ์ตัน (Ken Paxton) แคนดิเดตจากพรรครีพับลิกัน ด้วยคะแนนทิ้งห่างถึง 38 จุดในการเลือกตั้งครั้งนี้

 

3. รีพับลิกันเริ่มเสียคะแนนในเขตชนบทและชานเมือง

 

ความเปลี่ยนแปลงของฐานเสียงในเท็กซัสยังปรากฏในเขตชนบทและชานเมืองบางแห่ง โดยผลคะแนนปี 2026 แสดงให้เห็นว่า ส่วนต่างคะแนนของผู้สมัครรีพับลิกันลดลง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2024 เช่น กรณีคะแนนในเขต Uvalde County

 

Bloomberg รายงานว่า เกร็ก แอ็บบอตต์ (Greg Abbott) ผู้ว่าการรัฐจากรีพับลิกัน มีคะแนนนำ จีนา ฮิโนโฮซา (Gina Hinojosa) แคนดิเดตจากพรรคเดโมแครตเพียง 7 จุดในเขต Uvalde County นับเป็นภาพสะท้อนถึงความแตกต่างทางตัวเลขเพียงไม่กี่จุด โดยเฉพาะหากย้อนกลับไปในปี 2024 หลังทรัมป์เคยชนะในเขตนี้ด้วยคะแนนนำทิ้งห่างถึง 33 จุด

 

หนึ่งในประเด็นที่แอ็บบอตต์ถูกวิจารณ์ระหว่างหาเสียง คือ โครงการคูปองการศึกษา (School Voucher) ซึ่งเปิดโอกาสให้ครอบครัวนำเงินสนับสนุนจากรัฐไปใช้เป็นค่าเล่าเรียนโรงเรียนเอกชน หรือจัดการศึกษาที่บ้าน แต่ฝ่ายผู้ไม่เห็นด้วยมองว่า นโยบายดังกล่าวอาจทำให้โรงเรียนรัฐบาลได้รับทรัพยากรไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเขตชนบท

 

ฮิโนโฮซาจึงใช้ประเด็นนี้โจมตีแอ็บบอตต์ พร้อมให้คำมั่นว่า จะยุติโครงการและนำงบประมาณกลับไปสนับสนุนโรงเรียนรัฐบาล ขณะที่เธอยังพยายามเข้าถึงผู้หญิงอนุรักษนิยมในเขตชานเมือง หรือกลุ่ม MAGA Moms ซึ่งบางส่วนมีความกังวลต่อนโยบายการศึกษาเช่นกัน สะท้อนยุทธศาสตร์หาเสียงที่เน้นปัญหาชีวิตประจำวัน เพื่อเข้าถึงประชาชนที่อาจไม่ได้เห็นด้วยกับเดโมแครตในทุกประเด็น

 

4. ทรัมป์เลือกผู้สมัครผิด เดโมแครตส่ง เจมส์ ทาลาริโก แจ้งเกิดในรอบเกือบ 4 ทศวรรษ

 

นอกจากความไม่พอใจต่อนโยบายรีพับลิกันแล้ว คุณสมบัติและยุทธศาสตร์หาเสียงของผู้สมัคร ยังเป็นอีกปัจจัยที่นักวิเคราะห์ให้ความสำคัญ เห็นได้ชัดจากศึกชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ระหว่าง เจมส์ ทาลาริโก แคนดิเดตจากพรรคเดโมแครต และ เคน แพกซ์ตัน อัยการสูงสุดที่เข้ามาเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันต่อจาก จอห์น คอร์นิน (John Cornyn) วุฒิสมาชิกที่เคยชนะการเลือกตั้งถึง 4 ครั้ง

 

มีการวิเคราะห์ว่า แพกซ์ตันแตกต่างจากคอร์นินโดยสิ้นเชิง เพราะคอร์นินมีจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทรัมป์บางอย่าง ขณะที่แพกซ์ตันมีประวัติเผชิญข้อกล่าวหาทางกฎหมาย จริยธรรม และปัญหาชีวิตส่วนตัวหลายกรณี เช่น ในปี 2023 เขาเคยถูกสภาผู้แทนราษฎรเท็กซัสที่มีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติถอดถอนจากข้อกล่าวหาประพฤติมิชอบ ก่อนที่วุฒิสภาระดับรัฐจะลงมติให้พ้นผิดในเวลาต่อมา

 

ประเด็นเหล่านี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน โดย The Atlantic ยกตัวอย่างถึงประชาชนคนหนึ่งอย่าง แดน แจ็กสัน (Dan Jackson) คนขับรถบรรทุกที่เคยเลือกทรัมป์ในการเลือกตั้งถึง 3 ครั้ง แต่ในการเลือกตั้งปี 2026 เขากลับลงคะแนนให้ทาลาริโก เพราะไม่เชื่อมั่นในตัวแพกซ์ตัน แม้จะยังเลือกแอ็บบอตต์เป็นผู้ว่าการรัฐก็ตาม

 

นอกจากนี้ เจมส์ เฮนสัน (James Henson) ผู้อำนวยการ Texas Politics Project แห่ง University of Texas at Austin วิเคราะห์กับ The Atlantic ว่า แพกซ์ตันเป็นหนึ่งในผู้สมัครรีพับลิกันที่มีปัญหามากที่สุดในช่วงที่พรรคครองอำนาจในเท็กซัส ขณะที่ทาลาริโกเป็นผู้สมัครเดโมแครตที่มีทักษะทางการเมืองสูง

 

สำหรับประวัติของทาลาริโก เขาเคยทำงานเป็นครูโรงเรียน และศึกษาด้านศาสนศาสตร์ของคริสตจักรเพรสไบทีเรียน โดยหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2025 เมื่อเขากล่าวสุนทรพจน์คัดค้านข้อเสนอของรีพับลิกันที่ต้องการบังคับให้โรงเรียนติดตั้งบัญญัติสิบประการภายในห้องเรียน

 

ทาลาริโกใช้ความเชื่อทางศาสนาคริสต์ของตนเองอธิบายเหตุผลในการคัดค้าน ทำให้เขากลายเป็นดาวเด่นในชั่วข้ามคืน และได้รับความสนใจทั่วประเทศ แม้แต่ โจ โรแกน (Joe Rogan) ผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ชื่อดังที่เคยสนับสนุนทรัมป์ในปี 2024 ยังเชิญทาลาริโกมาร่วมรายการในปี 2025 พร้อมแนะนำให้เขาลงสมัครประธานาธิบดีในอนาคต

 

น่าสนใจว่า The Atlantic ยังเปิดเผยกลยุทธ์ ‘ไม้ตาย’ ของทาลาริโกในการหาเสียง คือ การหลีกเลี่ยงโจมตีทรัมป์โดยตรง แต่เน้นปัญหาค่าครองชีพและความน่าเชื่อถือของแพกซ์ตันแทน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เคยสนับสนุนทรัมป์สามารถลงคะแนนให้เดโมแครตได้

 

เท็กซัสจะกลายเป็นรัฐสีฟ้าถาวรหรือไม่?

 

แม้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 จะทำให้เดโมแครตกลับมามีอำนาจทางการเมืองในเท็กซัสครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า รัฐแห่งนี้จะกลายเป็นสีฟ้าถาวร โดย The Atlantic และ NPR ต่างตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า ชัยชนะครั้งนี้สามารถสะท้อนทั้งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระยะยาว และสถานการณ์เฉพาะหน้าในเวลาเดียวกัน

 

สำหรับรีพับลิกัน ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ยังนำมาสู่ความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางของพรรค โดย NPR รายงานว่า อาร์เตมิโอ มูนิซ (Artemio Muniz) นักยุทธศาสตร์รีพับลิกันในเท็กซัสมองว่า พรรคควรทบทวนนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่แข็งกร้าว และกลับไปใช้แนวทางเข้าถึงชุมชนชาวฮิสแปนิกแบบที่เคยประสบความสำเร็จในยุคของ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) และ ริก เพอร์รี (Rick Perry)

 

ขณะที่ ดอน ฮัฟฟินส์ (Don Huffines) นักการเมืองรีพับลิกัน กลับมองสาเหตุที่พรรครีพับลิกันแพ้ เกิดจากผู้นำพรรคที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมไม่เข้มข้นเพียงพอ พร้อมวิจารณ์ว่า แอ็บบอตต์พยายามดำเนินนโยบายสายกลางมากเกินไป

 

ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตก็ยังต้องพิสูจน์ว่า จะสามารถรักษาฐานเสียงใหม่ได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อพรรคยังไม่ได้ครองอำนาจในสภานิติบัญญัติทั้งสองแห่งของเท็กซัส ขณะที่การผลักดันกฎหมายสำคัญยังต้องเผชิญกับการต่อรองทางการเมือง

 

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2028 เพราะเท็กซัสมีคะแนนคณะผู้เลือกตั้งถึง 40 เสียง ถือเป็นหนึ่งในรัฐที่รีพับลิกันพึ่งพามาอย่างยาวนาน โดยครั้งสุดท้าย พรรคเดโมแครตมีผู้สมัครประธานาธิบดีที่สามารถชนะในเท็กซัส คือ จิมมี คาร์เตอร์ เมื่อปี 1976 หรือ 50 ปีที่แล้ว

 

กล่าวได้ว่า นี่คือก้าวแรกของความพยายามในรอบ 30 ปี แต่การรักษาฐานเสียงใหม่และพิสูจน์ความสามารถในการบริหารรัฐจะเป็นบททดสอบสำคัญว่า ปรากฏการณ์เท็กซัสกลายเป็นสีฟ้า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระยะยาว หรือเป็นผลจากสถานการณ์เฉพาะหน้าในการเลือกตั้งปี 2026 กันแน่

 

ภาพ: Mike Segar / Reuters

 

อ้างอิง:


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories