ในการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประสบความปราชัยอย่างราบคาบทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการนั้นพวกเขาสูญเสียที่นั่งในสภาสูงไปถึง 9 ที่นั่งและในสภาล่างถึง 42 ที่นั่ง ทำให้พวกเขากลายเป็นพรรคเสียงข้างน้อยในทั้งสองสภา
ประเด็นสำคัญ
บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าทำไมพรรคเดโมแครตถึงชนะการเลือกตั้งในรอบนี้อย่างถล่มทลาย และการเสียเสียงข้างมากในทั้งสองสภาจะส่งผลอย่างไรต่อการบริหารประเทศของทรัมป์
Blue Tsunami
เป็นที่คาดการณ์กันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วว่าพรรครีพับลิกันจะเสียที่นั่งในทั้งสองสภา เพราะชาวอเมริกันชอบที่จะให้มีการคานอำนาจ กล่าวคือพวกเขาชอบที่จะให้พรรคตรงข้ามกับประธานาธิบดีครองเสียงมากในรัฐสภา เพื่อที่จะถ่วงดุลฝ่ายบริหารไม่ให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ารีพับลิกันน่าจะกลายเป็นพรรคเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรเพราะพวกเขาครองเสียงข้างมากในสภาล่างชนิดปริ่มน้ำ (มากกว่าพรรคเดโมแครตแค่ 5 ที่นั่งจาก 435 ที่นั่ง) แต่พวกเขาน่าจะยังมีโอกาสรักษาเสียงข้างมากในสภาสูงได้หรือไม่ก็แพ้แค่เฉียดฉิว (เพราะพวกเขามีที่นั่งมากกว่าพรรคเดโมแครตถึง 6 ที่นั่งจาก 100 ที่นั่ง)
แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นหายนะของรีพับลิกันเพราะพวกเขาเสียที่นั่งในสภาล่างถึง 42 ที่นั่งและในสภาสูงถึง 9 ที่นั่ง ทำให้พวกเขากลายเป็นพรรคเสียงข้างน้อยอย่างเด็ดขาดในทั้งสองสภา
นักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายคนกล่าวว่านี่เป็นปรากฏการณ์ระดับคลื่นสึนามิสีน้ำเงินที่กวาดนักการเมืองของรีพับลิกันตกจากเก้าอี้แม้แต่ในเขตอนุรักษนิยมจัดหลายๆ เขต
คะแนนนิยมที่ตกต่ำของทรัมป์
เหตุผลหลักที่รีพับลิกันแพ้การเลือกตั้งอย่างย่อยยับนั้นก็เป็นเพราะคะแนนนิยมที่ตกต่ำอย่างมากของทรัมป์ กล่าวกันว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกานั้นเปรียบเสมือนการลงมติไม่ไว้วางใจของประธานาธิบดีโดยประชาชน กล่าวคือประธานาธิบดีที่มีผลงานบริหารบ้านเมืองที่ไม่ดี ไม่เป็นที่นิยม มักจะถูกประชาชนสั่งสอนด้วยการสูญเสียที่นั่งในสภา
สำหรับในการเลือกตั้งรอบนี้ ทรัมป์มีคะแนนนิยมที่ต่ำมาก ต่ำยิ่งว่าก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในสมัยแรกของเขาเสียอีก โดยที่ปัจจุบันเขามีคะแนนติดลบอยู่ที่ราวๆ 23% (ปี 2018 เขามีคะแนนติดลบแค่ราวๆ 11%) ซึ่งสาเหตุที่คะแนนของเขาในรอบนี้ตกต่ำกว่าสมัยแรกเป็นเพราะว่าชาวอเมริกันมองว่าเขาล้มเหลวกับการบริหารงานด้านเศรษฐกิจไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลของไบเดน ตรงกันข้ามกับสมัยแรกที่เขามีคะแนนนิยมด้านการบริหารเศรษฐกิจที่ดี แต่มีปัญหาด้านคาแรกเตอร์ (เช่น การเหยียดผิว, บูลลี่ และปัญหาการนอกใจภรรยา) มาฉุดรั้งคะแนนนิยมโดยรวม
ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มองว่าปัญหาค่าครองชีพและเงินเฟ้อในยุคทรัมป์ 2.0 นั้นแย่กว่ายุคไบเดน ซึ่งเห็นได้ชัดจากราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งขึ้นไปเกิน 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน ชาวอเมริกันส่วนใหญ่โทษทรัมป์โดยตรงว่าเป็นตัวการสร้างปัญหาเงินเฟ้อและวิกฤตพลังงาน จากนโยบายสงครามการค้าและการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน จนทำให้อุปทานของน้ำมันดิบลดลงทั้งโลกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังสูญเสียคะแนนไปกับการที่เขาปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหรือ ICE ใช้อำนาจตามอำเภอใจ จนเกิดเหตุวิสามัญฆาตกรรมชาวอเมริกันที่บริสุทธิ์ไปหลายคน (กรณีที่อื้อฉาวที่สุดคือกรณีของ รีนี กูด และอเล็กซ์ เพรตตี ที่มินนีโซตา) ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ทำให้เขาสูญเสียคะแนนจากกลุ่มชาวฮิสแปนิกที่เคยเทคะแนนให้เขาในปี 2024
ความภักดีต้องมาก่อน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเป็นคนที่มีแนวคิดที่ว่าคนรอบข้างจะต้องภักดีและยอมสยบให้เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งสร้างปัญหาในพรรครีพับลิกันในสองประเด็น
ประเด็นแรก คือทรัมป์บังคับให้ผู้สมัครทุกคนพูดชื่นชมและโหวตตามนโยบายของเขา ทรัมป์สั่งห้ามไม่ให้มีการโต้แย้งในพรรค (ใครโต้แย้งเขาก็มักจะถูกลงโทษด้วยการที่ทรัมป์ไปสนับสนุนนักการเมืองคนอื่นแทน จนนักการเมืองคนนั้นแพ้การเลือกตั้งขั้นต้น) ซึ่งนั่นทำให้ภาพของพรรคและนักการเมืองในพรรคผูกติดไปกับทรัมป์คนเดียว ดังนั้นเมื่อคะแนนนิยมของเขาตกต่ำ คะแนนนิยมของทุกคนก็ตกต่ำตามลงไป ไม่มีช่องว่างให้นักการเมืองคนอื่นในพรรคมีภาพลักษณ์ที่เป็นของตัวเอง
ประเด็นที่สองคือทรัมป์เลือกที่จะสนับสนุนคนที่ภักดีกับเขามากกว่าคนที่มีภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้ในหลายๆ เขตเลือกตั้ง พรรคส่งผู้สมัครที่มีปัญหาเรื่องอื้อฉาวหรือมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมลงเป็นผู้แทนพรรค (แต่มีความภักดีอย่างมากกับทรัมป์) ทำให้ให้หลายๆ สนามเลือกตั้ง พรรคส่งผู้สมัครที่ชาวอเมริกันเห็นแล้วต้องส่ายหน้า อย่างเช่นการส่ง เคน แพกตัน ที่มีปัญหาเคยถูกสอบสวนจากกรณีการรับสินบนและใช้ข้อมูลวงในในการซื้อขายหุ้น ลงสมัครเป็นสว. ที่เท็กซัสและแพ้ต่อผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตอย่าง เจมส์ ทาลาริโก เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งนับเป็นเรื่องสะเทือนขวัญต่อสมาชิกของพรรครีพับลิกันอย่างมาก เพราะเท็กซัสถือเป็นรัฐที่เป็นฐานเสียงหลักขนาดใหญ่ของพรรครีพับลิกันยุคใหม่ ที่ส่งนักการเมืองของพรรคไปเป็นประธานาธิบดีแล้วถึงสองคน (บุชผู้พ่อและผู้ลูก)
หรือการส่ง ดาร์ลีน แกรม (น้องสาวของ ลินเซย์ แกรม อดีตสว. ผู้ล่วงลับ) ลงสมัครเป็นสว. ที่เซาท์แคโรไลนา ทั้งๆ ที่เธอไม่มีความรู้ด้านการเมือง, ความมั่นคงหรือการต่างประเทศเลย (ซึ่งเธอก็ยอมรับในเวทีดีเบต) ทำให้เธอแพ้ พญ. แอนนี แอนดรูว์ ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ทั้งๆ ที่เซาท์แคโรไลนาก็เป็นรัฐสีแดงจัด
ครึ่งเทอมหลังที่ยากลำบากของทรัมป์
แน่นอนว่า เส้นทางในการบริหารแผ่นดินของทรัมป์ในช่วงสองปีที่เหลือย่อมยากลำบากกว่าสองปีแรก เพราะเดโมแครตในทั้งสองสภาย่อมที่จะไม่ยอมให้เขาผ่านกฎหมายอะไรได้ง่ายๆ เหมือนอย่างที่เขาเคยทำ โดยเฉพาะในส่วนของสภาล่างที่คุมอำนาจในการอนุมัติงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็เป็นไปได้สูงว่ากระทรวงกลาโหมที่ถูกลดงบประมาณที่จะนำไปทำสงครามกับอิหร่าน และกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิอาจจะต้องลดขนาดของ ICE ลงจากงบประมาณที่ลดลง
ในส่วนของสภาสูงที่อำนาจในการอนุมัติการแต่งตั้งตุลาการและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงนั้น สว.เดโมแครตก็คงจะไม่ปล่อยให้ทรัมป์แต่งตั้งใครตามอำเภอใจ (รวมทั้งตำแหน่งตุลาการศาลสูงสุดที่อาจจะว่างลง) ที่สำคัญกรรมาธิการของทั้งสองสภา คงจะสั่งสอบสวนเรื่องอื้อฉาวหรือการทุจริตในรัฐบาลของทรัมป์ไม่เว้นวัน และอาจจะนำไปสู่ impeachment ของรัฐมนตรีของเขาหรือแม้แต่ตัวเขาเองอีกรอบ
ภาพ: REUTERS / Jonathan Ernst

