วันนี้ (5 พฤศจิกายน) เวลา 12.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกาว่า ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า การเจรจาเข้าสู่ขั้นตอนจัดทำเอกสารและตรวจสอบรายละเอียดทางกฎหมายของข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART (Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งเงื่อนไขและองค์ประกอบต่างๆ น่าจะได้ข้อสรุปในหลักการแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบรายละเอียดให้เรียบร้อยก่อนจัดทำเป็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการ
อนุทินกล่าวว่า ในหลักการอัตราภาษียังคงอยู่ที่ร้อยละ 19 แต่หากมีโอกาสพบกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะขอให้พิจารณาปรับลดภาษีให้ไทยเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากไทยได้ดำเนินการตามข้อตกลงที่หารือร่วมกันไว้ครบถ้วนแล้ว โดยเฉพาะข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งการถอนทหาร การสร้างสันติภาพ และการกำจัดทุ่นระเบิด
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ก่อนหน้านี้ทรัมป์กล่าวไว้ว่า หากไทยและกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง จะหาวิธีปรับลดภาษีให้ ซึ่งไทยได้ดำเนินการตามที่ลงนามไว้แล้ว จึงจะนำประเด็นนี้ไปหารือด้วย
สำหรับโอกาสพบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและการประชุมเอเปค อนุทินกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานงาน โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ส่งร่างแถลงการณ์ร่วมมาแล้ว และในการเดินทางครั้งนี้จะมีการลงนามแถลงการณ์ร่วม ก่อนจัดทำสัญญาหลักที่ต้องลงรายละเอียดทางกฎหมายต่อไป ระหว่างนี้ยังใช้อัตราภาษีเดิมจนกว่าจะลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่า ได้ติดตามข่าวการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย
อนุทินยังกล่าวถึงการหารือกับประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา–อาเซียน (USABC) และคณะนักธุรกิจบริษัทสมาชิกว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยดี นักลงทุนสนใจเข้ามาสร้างฐานการผลิตใหม่ ขยายกิจการ และลงทุนในตลาดทุน โดยรัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะจากนักลงทุนในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งต่างยืนยันถึงความเชื่อมั่นในความพร้อมและเสถียรภาพของประเทศไทย
ส่วนข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน นักลงทุนขอให้ทบทวนข้อกำหนดและกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องปรับแก้
เมื่อถามถึงการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์และธุรกิจ Data Center ที่เข้าร่วมหารือ อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการลงทุนของธุรกิจ Big Tech ซึ่งมีการจ้างงานคนไทยจำนวนมาก โดยรัฐบาลได้ให้ความมั่นใจกับนักลงทุน และนักลงทุนก็มีความเชื่อมั่นในประเทศไทยเช่นกัน
สำหรับความคืบหน้ากติกาและระเบียบเกี่ยวกับธุรกิจ Data Center อนุทินกล่าวว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยต้องสร้างความมั่นคงในการลงทุน ควบคู่กับการจัดสรรพลังงานอย่างเป็นธรรม ไม่ทุ่มพลังงานให้ธุรกิจใดมากเกินไปจนกระทบประชาชนและธุรกิจอื่น
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า Data Center มีความสำคัญต่อเทคโนโลยี AI ซึ่งต้องพึ่งพาศูนย์ข้อมูล จึงจำเป็นต้องส่งเสริมและสนับสนุน แต่ต้องสร้างสมดุลเพื่อให้ประชาชนยังมีความมั่นคงและเสถียรภาพในการใช้พลังงาน
นอกจากนี้ อนุทินยังกล่าวถึงกรณีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแนะนำให้ประชาชนเตรียม ‘กระเป๋าต้องรอด’ สำหรับดำรงชีวิต 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือภัยต่างๆ จนเกิดความตื่นตัวเรื่องการกักตุนสินค้าว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหาร เป็นประเทศผู้ผลิตอาหารที่มีเครือข่ายและห่วงโซ่อุปทานอยู่ภายในประเทศ จึงไม่มีสิ่งที่ต้องกังวล โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเข้าถึงอาหารของประชาชน
เมื่อถามว่าประชาชนสามารถใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ต้องกักตุนสินค้าใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ขอให้ใช้ชีวิตตามปกติ อย่าหวั่นไหวกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในประเทศอื่น พร้อมมองว่าไทยมีโอกาสเพิ่มบทบาทบนเวทีโลกในฐานะแหล่งผลิตอาหาร ทั้งผลไม้ พืชผัก ข้าว มันสำปะหลัง น้ำตาล และสินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรอยู่ในประเทศ
ส่วนการเตรียมพร้อมรับมือการโจมตีทางไซเบอร์ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมต้องดูแลระบบห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งออกของตนเองด้วย

