×

เดโมแครตชนะแล้ว เศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนอย่างไร? จับตาภาษีการค้า ทิศทางพลังงาน และกระแส Data Center หลังเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ

05.11.2026
ภาพประกอบผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้งกลางเทอม

ชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลังสามารถยึดเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภากลับคืนมาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งอาจทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญข้อจำกัดทางการเมืองครั้งสำคัญตลอด 2 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลการเลือกตั้งที่พลิกขั้วอำนาจนี้ ทำให้เกิดความคาดหวังว่า พรรคเดโมแครตจะใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ได้อย่างไร ตั้งแต่การทบทวนมาตรการกำแพงภาษีนำเข้าที่กระทบต่อค่าครองชีพ การจัดการงบประมาณเพื่อเลี่ยงวิกฤตชัตดาวน์ ไปจนถึงการพลิกโฉมการลงทุนด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง AI

 

THE STANDARD ชวนเจาะลึกว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลกอย่างไร รวมถึงทิศทางการค้าและการลงทุนทั่วโลก พร้อมประเมินว่า แรงกดดันจากสภาคองเกรสจะสามารถเปลี่ยนนโยบายของทรัมป์ได้มากน้อยเพียงใดในอีก 2 ปีข้างหน้านับจากนี้

 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เสี่ยงเกิดรัฐบาล Shutdown หนี้สาธารณะเพิ่ม ตลาดหุ้นผันผวน

 

ในสถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตชนะถล่มทลาย นักวิเคราะห์จับตามองว่า นโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของสหรัฐฯ จะเดินหน้าต่อได้ยากขึ้น เนื่องจากทำเนียบขาวและสภาคองเกรสอยู่ภายใต้การควบคุมของคนละพรรค จึงมีแนวโน้มว่า นโยบายเศรษฐกิจอาจยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในระยะสั้น

 

ทั้งนี้ Allianz Research วิเคราะห์ฉากทัศน์ว่า แม้พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา แต่ยังมีจำนวนที่นั่งในวุฒิสภาไม่ถึง 60 ที่นั่ง ซึ่งเป็นจำนวนเสียงที่ใช้เพื่อยุติการขัดขวางการลงมติ (Filibuster) ขณะที่ทรัมป์ยังมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto) โดยสภาคองเกรสต้องใช้เสียงสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3 จากสมาชิกทั้งสองสภา หากต้องการลบล้างการใช้อำนาจดังกล่าว

 

นอกจากนี้ ประเด็นการชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ (Government Shutdown) หรือเพดานหนี้สาธารณะ ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ โดยบทวิเคราะห์ชี้ว่า เส้นตายด้านงบประมาณและเพดานหนี้อาจมาถึงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หรือระหว่างไตรมาส 4 ของปี 2027 ถึงไตรมาสแรกของปี 2028 หากสองพรรคการเมืองไม่สามารถตกลงกันได้ ก็อาจทำให้หน่วยงานรัฐบาลบางส่วนต้องหยุดทำงาน และเพิ่มความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะผิดนัดชำระหนี้

 

อย่างไรก็ตาม Allianz มองว่า ทั้งสองพรรคยังมีโอกาสประนีประนอมกันในบางประเด็น โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณ เช่น พรรครีพับลิกันอาจได้รับงบประมาณกลาโหมเพิ่มเติมประมาณ 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (3.036 ล้านล้านบาท) เพื่อซื้ออาวุธและกระสุนทดแทนที่ถูกใช้ไป

 

ขณะที่พรรคเดโมแครตอาจผลักดันให้เพิ่มงบประมาณด้านอื่นๆ รวมถึงชะลอการตัดลดสวัสดิการด้านสาธารณสุขและความช่วยเหลือด้านอาหารบางส่วน ภายใต้กฎหมายภาษีและงบประมาณของทรัมป์ (One Big Beautiful Bill หรือ OBBB)

 

สำหรับแนวโน้มตลาดการเงิน ผลการเลือกตั้งอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็นผลจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นพร้อมกัน อย่างไรก็ดี Allianz ประเมินว่า พรรคเดโมแครตอาจใช้เสียงข้างมากในวุฒิสภาชะลอการรับรองบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งอาจช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางจากการเมืองลง

 

อนึ่ง ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร CIMB ไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นหลังการเลือกตั้ง สะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเมื่อเห็นผลการเลือกตั้งชัดเจนขึ้น มากกว่าจะหมายความว่านักลงทุนสนับสนุนพรรคเดโมแครตโดยตรง

 

ดร.อมรเทพยังมองว่า ความคาดหวังว่าพรรคเดโมแครตจะเข้ามาควบคุมการใช้จ่ายของรัฐบาล อาจช่วยลดความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะแรงกดดันจากค่าเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจทำให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม ก่อนที่โอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2027 จะเริ่มลดลง

 

เดโมแครตหนุนนโยบายพลังงานสะอาด ชะลอสงครามอิหร่าน

 

นโยบายพลังงานเป็นอีกประเด็นร้อนแรงในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน และความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากอุตสาหกรรม AI

 

อนึ่ง Reuters วิเคราะห์ฉากทัศน์ว่า พรรคเดโมแครตอาจใช้อำนาจเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทรัมป์ให้ชะลอการทำสงครามกับอิหร่าน รวมถึงเร่งบรรลุข้อตกลงเพื่อให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดให้เรือสัญจรได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากสงครามและปัญหาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ Allianz Research ยังเตือนว่า หากสงครามอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งแตะประมาณ 130 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4,385 บาท) ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นราว 15-20% จากระดับราคาขณะจัดทำรายงาน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การสู้รบรอบใหม่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากสหรัฐฯ มีปริมาณอาวุธสำรองอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อลดความตึงเครียด

 

ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านพลังงานของสหรัฐฯ ก็อาจได้รับผลกระทบจากการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลทรัมป์ผลักดันร่วมกับประเทศพันธมิตร โดย Reuters ระบุว่า การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้อาจทำให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ชะลอการตัดสินใจลงทุนในโครงการพลังงานของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม ต้องหมายเหตุว่า ข้อตกลงบางส่วนยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ขณะที่ ฮอ ยุน (Heo Yoon) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยซอกังวิเคราะห์ว่า พรรคเดโมแครตมองว่า ประเทศพันธมิตรถูกกดดันให้ยอมรับข้อผูกพันด้านการลงทุนเหล่านี้ เช่น โครงการ Alaska LNG ซึ่งมีเป้าหมายขนส่งก๊าซธรรมชาติจากรัฐอะแลสกาไปยังผู้ใช้ในสหรัฐฯ และตลาดเอเชีย

 

ส่วนอีกประเด็นที่ต้องจับตาคือการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน โดยผู้ประกอบการบางส่วนในอุตสาหกรรมพลังงานคาดการณ์ว่า พรรคเดโมแครตอาจผลักดันให้ต่ออายุหรือนำมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับพลังงานหมุนเวียนกลับมาใช้อีกครั้ง รวมถึงขยายสิทธิประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์พลังงานสะอาดภายในประเทศ

 

นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังอาจเปิดการสอบสวนนโยบายพลังงานของรัฐบาลทรัมป์ ตั้งแต่ข้อตกลงด้านน้ำมันกับเวเนซุเอลา ข้อตกลงน้ำมันดีเซลกับรัสเซีย ไปจนถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนแก่บริษัทน้ำมันและก๊าซ

 

ภาษีทรัมป์-นโยบายการค้าแข็งกร้าวต่อไป เดโมแครตจะหยุดได้หรือไม่?

 

มาตรการภาษีนำเข้าเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่ถูกจับตามองมากที่สุด หลังประชาชนจำนวนมากมองว่า มาตรการดังกล่าวมีส่วนทำให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพในสหรัฐฯ สูงขึ้น ขณะที่ประเทศคู่ค้าหลายแห่งหวังว่า ชัยชนะของพรรคเดโมแครตจะช่วยเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าบางส่วน

 

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด Bloomberg รายงานว่า พรรคเดโมแครตเตรียมผลักดันให้สภาคองเกรสลงมติยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าบางส่วน หลัง ฮาคีม เจฟฟรีส์ (Hakeem Jeffries) ผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรประกาศว่า พรรคจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายเพื่อหยุดมาตรการภาษีดังกล่าว เนื่องจากนโยบายนี้ทำให้ชาวอเมริกันแบกภาระราคาสินค้าที่สูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพระบุว่า แม้พรรคเดโมแครตจะชนะเลือกตั้ง แต่ทรัมป์ยังมีอำนาจดำเนินนโยบายการค้าผ่านสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และมาตรา 301 ทำให้ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้ายังคงอยู่ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งขยายจากการแข่งขันทางการค้าไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี

 

ย้อนกลับมาพิจารณาประเด็นเศรษฐกิจเอเชีย ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของทรัมป์ก็มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปเช่นกัน โดย สตีเฟน โอลสัน (Stephen Olson) นักวิจัยอาวุโสรับเชิญจาก ISEAS-Yusof Ishak Institute ให้สัมภาษณ์กับ CNA ว่า แม้การเลือกตั้งกลางเทอมจะผ่านพ้นไป ทรัมป์อาจรู้สึกว่า ตนเองมีข้อจำกัดทางการเมืองน้อยลง นำไปสู่โอกาสที่อาจเดินหน้านโยบายการค้าที่แข็งกร้าวมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ไคลด์ รัสเซลล์ (Clyde Russell) คอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและพลังงานเอเชียของ Reuters วิเคราะห์ว่า ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ต่างก็คาดหวังว่า พรรคเดโมแครตจะช่วยลดผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์ หรือทำให้นโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีความแน่นอนมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายเศรษฐกิจบางด้านของสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป แม้พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดยเฉพาะความพยายามลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เช่น แร่หายาก ทังสเตน และลิเทียม ซึ่งเป็นจุดยืนร่วมของทั้งสองพรรค

 

ดังนั้น แม้ผลการเลือกตั้งจะเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ทบทวนมาตรการภาษีนำเข้า แต่ก็ยังไม่มีหลักประกันว่าสงครามการค้าจะคลี่คลายลง โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องอุตสาหกรรมสหรัฐฯ และการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับจีน

 

จับตาอนาคต Data Center คลื่นต่อต้าน AI อาจทำให้การลงทุนสหรัฐฯ ชะลอตัว

 

น่าสนใจว่า อุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมคือ AI และ Data Center โดย Reuters รายงานว่า ประชาชนในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ ลงคะแนนสนับสนุนมาตรการจำกัดการก่อสร้าง Data Center หลังเกิดความกังวลเรื่องการใช้ไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาล รวมถึงค่าไฟที่อาจสูงขึ้น

 

ขณะที่ Bloomberg วิเคราะห์ว่า โครงการ Data Center ในรัฐเท็กซัส โอไฮโอ จอร์เจีย และเพนซิลเวเนีย อาจถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น หลังผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตชนะเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ โดยผู้สมัครบางรายเสนอให้ระงับการอนุมัติโครงการใหม่ชั่วคราว

 

อนึ่ง รัฐที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือเท็กซัส เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญของการลงทุน Data Center ในสหรัฐฯ โดยข้อมูลจาก SemiAnalysis ระบุว่า เท็กซัสมีสัดส่วนเกือบ 30% ของกำลังรองรับ Data Center ใหม่ทั้งหมดในสหรัฐฯ ที่มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2028

 

ขณะที่ จีนา อิโนโฮซา (Gina Hinojosa) ผู้ว่าการรัฐคนใหม่จากพรรคเดโมแครต วางแผนระงับการอนุมัติโครงการแห่งใหม่ จนกว่าจะมีกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น และยุติการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการ

 

ทั้งนี้ กอร์ดอน จอห์นสัน (Gordon Johnson) จาก GLJ Research ประเมินว่า ชัยชนะของอิโนโฮซาทำให้โครงการ Data Center ในเท็กซัสเผชิญความเสี่ยงทันที โดยโครงการที่มีแหล่งจ่ายไฟฟ้ารองรับแล้ว แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม อาจต้องเลื่อนการดำเนินงานออกไปอีก 12-18 เดือน ขณะที่โครงการที่ยังไม่มีทั้งแหล่งจ่ายไฟฟ้าและใบอนุญาต อาจต้องย้ายไปพัฒนาในรัฐอื่น หรือไม่มีโอกาสได้สร้างอีกเลย

 

ในประเด็นดังกล่าว ดร.อมรเทพมองว่า พรรคเดโมแครตอาจเพิ่มการตรวจสอบและออกกฎระเบียบควบคุม AI และ Data Center มากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงอยู่แล้ว และทำให้นักลงทุนบางส่วนขายหุ้นเพื่อทำกำไร อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าอุตสาหกรรม AI กำลังเกิดภาวะฟองสบู่

 

สำหรับประเทศไทย ดร.อมรเทพประเมินว่า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิป และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนของสหรัฐฯ แม้อัตราการเติบโตอาจชะลอลงจากปีนี้ ขณะที่เงินลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล ยังมีโอกาสไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาปัจจัยที่ช่วยดึงดูดการลงทุน ทั้งพลังงานสะอาด กฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ และทักษะแรงงาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น

 

ภาพ: Umit Bektas / Reuters

 

อ้างอิง:


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories