กลายเป็นปรากฏการณ์ ‘คลื่นสีน้ำเงิน’ หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะไปอย่างถล่มทลายในศึกเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาบนหรือวุฒิสภา และสภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร
ผลนับคะแนนล่าสุดจนถึงตอนนี้ (09.30 น. ตามเวลาไทย) พบว่าพรรคเดโมแครต กวาดที่นั่งในวุฒิสภาไปแล้ว 54 จาก 100 ที่นั่ง ขณะที่พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ไป 44 ที่นั่ง ซึ่งรัฐที่ยังนับคะแนนไม่เสร็จ คืออะแลสกาและมิสซิสซิปปี
ขณะที่ผลเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พบว่าพรรคเดโมแครต เอาชนะไปได้อย่างน้อย 237 ที่นั่ง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง แซงหน้าพรรครีพับลิกันที่ได้เพียง 146 ที่นั่ง
ทรัมป์และสมาชิกพรรครีพับลิกัน ตลอดจนนักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่า กระแสความไม่พอใจต่อนโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของสหรัฐฯ ในการทำสงครามต่ออิหร่าน ซึ่งผลักดันค่าครองชีพให้สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญต่อความพ่ายแพ้ และช่วยให้พรรคเดโมแครตได้ครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภา
ขณะที่พรรคเดโมแครตประกาศคำมั่นว่า จะใช้ชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ เพื่อควบคุมการทำหน้าที่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางการเมืองในวอชิงตัน ในช่วงวาระที่เหลืออีก 2 ปี
โดย ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เสียงข้างมากชุดใหม่จะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นค่าครองชีพและความรับผิดชอบในการบริหารงาน
“เราไม่ได้ทำงานให้โดนัลด์ ทรัมป์ เราทำงานเพื่อประชาชนชาวอเมริกัน และยุคสมัยที่สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เสมือนเป็นบริษัทลูกที่อยู่ภายใต้การควบคุมเบ็ดเสร็จของรัฐบาลทรัมป์นั้น ได้สิ้นสุดลงแล้ว” เขากล่าว

อ้างอิง:

