หลังจากที่ พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะเหนือ พรรครีพับลิกัน ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายอมรับว่า การทำสงครามกับอิหร่านและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่ทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้
ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศต่างรายงานว่า ‘บารัก โอบามา’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 44 ของสหรัฐฯ ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้พรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯครั้งนี้
เมื่ออำนาจในสภาคองเกรสเปลี่ยนขั้ว จะกระทบการเดินหน้านโยบายของทรัมป์อย่างไร? ไทยจะมีโอกาสเจรจาลดภาษีหรือไม่?
ชวนวิเคราะห์ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และ 4 แนวทางที่ไทยต้องเตรียมรับมือ
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในเบื้องต้น ประเมินว่าผลการเลือกตั้งอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องพิจารณาการออกนโยบายหรือมาตรการทางการค้าใหม่ๆ อย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งครั้งนี้
‘ศุภจี’ มองการเจรจา ART ยังสำคัญ
นอกจากนี้ การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภา อาจทำให้กลไกการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในกระบวนการพิจารณากฎหมายและมาตรการต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าต่อไป เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีอำนาจบริหารประเทศ รวมถึงสามารถใช้มาตรการทางการค้าภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรา 301 และมาตรา 232 ได้
ศุภจี กล่าวว่า คาดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์จะยังคงเดินหน้าใช้มาตรการภาษีต่อไป ดังนั้น การเจรจา ART จึงยังมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงสร้างความชัดเจนและความแน่นอนให้แก่ภาคการค้าและการลงทุนของไทย
สำหรับผลกระทบในระยะยาว ยังต้องติดตามทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการออกกฎหมาย การจัดสรรงบประมาณ และนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการลงทุน
ด้าน รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยบทวิเคราะห์เรื่อง ‘ผลเลือกตั้งกลางเทอม 2026 สหรัฐฯ : ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย’ ว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา ประธานาธิบดีทรัมป์อาจเผชิญข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายมากขึ้น
โดยเฉพาะการต่อรองงบประมาณและการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภายในประเทศ รวมถึงความพยายามตรวจสอบและจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการปรับขึ้นภาษีนำเข้า
ขณะเดียวกัน สภาคองเกรสยังมีโอกาสผลักดันกฎหมายเพื่อจำกัดการใช้กำลังทางทหารในสงครามอิหร่าน หากการเจรจาระหว่างประเทศมีความคืบหน้า และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาคล่องตัว ก็อาจส่งผลดีต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก
ในกรณีที่สถานการณ์เป็นไปตามฉากทัศน์ดังกล่าว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) มีโอกาสปรับลดลง 9.7% จากระดับ 103.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือ 93.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ประเมินโดยอัทธ์ พิศาลวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต)
สำหรับประเทศไทย หากต้นทุนพลังงานที่ลดลงส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ และทำให้ราคาปรับลดลง 3-5% โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีน้ำหนัก 5% ในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยต่ำกว่ากรณีฐานประมาณ 0.15-0.25% และอาจทำให้ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาษีตามมาตรา 301 ในกรณีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 12.5% มีโอกาสปรับลดลงเหลือ 10% หากสภาคองเกรสสามารถผลักดันกฎหมายเพื่อจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าได้สำเร็จ
ในทางกลับกัน หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร
ขณะที่พรรครีพับลิกันยังรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาไว้ได้ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 103.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจปรับลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการเจรจา
ส่วนภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยมีแนวโน้มคงอยู่ที่ 12.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยจะไม่เปลี่ยนแปลงจากกรณีฐาน
4 ข้อเสนอแนะไทย รับมือจุดเปลี่ยนนโยบายสหรัฐฯ
สำหรับประเทศไทย บทวิเคราะห์เสนอแนวทางรับมือ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- เร่งเจรจากับ USTR เพื่อขอลดภาษีตามมาตรา 301 จาก 12.5% เหลือ 10% พร้อมเสนอให้มีการทบทวนอัตราภาษีเป็นรายสินค้า
- เตรียมหลักฐานรองรับการตรวจสอบ โดยเฉพาะข้อมูลแหล่งกำเนิดวัตถุดิบและหลักฐานด้านแรงงานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อรองรับการตรวจสอบจากสหรัฐฯ
- เตรียมรับมือความผันผวนของราคาพลังงาน ด้วยการติดตามสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเตรียมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หากต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
- รักษาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ควบคู่กับการกระจายตลาดใหม่ พร้อมเปรียบเทียบอัตราภาษีสินค้าของไทยกับประเทศคู่แข่ง เพื่อรักษาคำสั่งซื้อเดิมและเพิ่มโอกาสทางการค้า
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงมีผลต่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนทางเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป
ขณะที่ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่า ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้งกลางเทอมยังเป็น ‘ตัวแปร’ ที่ต้องติดตาม เพราะอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของมาตรการทางการค้า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก
ภาพ: miss.cabul / Shutterstock

