×

หุ้นเทคฯ ผันผวน รับผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เจาะลึกชนวนฟองสบู่ AI ปริแตก หรือจังหวะสะสมระยะยาว?

05.11.2026
กราฟหุ้นเทคโนโลยีและบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมโลโก้ SCB WEALTH

ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเหวี่ยงระลอกใหม่ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปรับตัวดิ่งลงอย่างหนัก จนดัชนี Nasdaq ร่วงลงเกินกว่า 10% จากจุดสูงสุด เข้าสู่ภาวะปรับฐาน (Correction) ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการปริแตกของฟองสบู่เทคโนโลยีรอบใหม่หรือไม่

 

 

เกษรี อายุตตะกะ, CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงสาเหตุเบื้องหลังการเทขายหุ้นเทคโนโลยี ผลกระทบจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ตลอดจนกลยุทธ์การจัดพอร์ตเพื่อรับมือกับความผันผวน

 

การร่วงลงของตลาดในรอบนี้ส่งผลกระทบชัดเจนต่อกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI กลุ่ม Neo-Cloud จนนำไปสู่การหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) ท่ามกลางดัชนีความผันผวน (VIX) ที่พุ่งสูงขึ้น โดยปัจจัยกดดันหลักประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ

 

  1. แหล่งเงินทุนเริ่มตึงตัว ต้นทุนทางการเงินพุ่งสูง (Source of Fund): การพัฒนาและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล ทว่าในปัจจุบันแหล่งระดมทุนเริ่มตึงตัวพร้อมกัน ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทที่มีภาระหนี้สูงจึงเผชิญแรงเทขายรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่ม Neo-Cloud ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเช่าพลังประมวลผล AI ที่มักอาศัยการกู้ยืมเงินและการระดมทุนสูง ในขณะที่บิ๊กเทคที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่งจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
  2. ความเสี่ยงจากการที่ AI เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเดิม (Business Model Disruption): ธุรกิจเทคโนโลยียุคเดิม เช่น Search Engine หรือแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ที่เคยพึ่งพารายได้จากค่าโฆษณา เริ่มส่งสัญญาณผลประกอบการชะลอตัว เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้งาน AI Agent เพื่อช่วยค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบ และเลือกซื้อสินค้าแทน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของธุรกิจหลัก
  3. ความคุ้มค่าของการลงทุน (Return on Investment & Free Cash Flow): นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อการทุ่มงบลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานและคลาวด์ว่าจะสามารถสร้างกำไรและกระแสเงินสดกลับคืนมาได้คุ้มค่าและรวดเร็วเพียงใด หากบริษัทใดเร่งขยายการลงทุนแต่กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) กลับติดลบจนต้องกู้เพิ่ม ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ผนวกกับแรงขายปรับลดสถานะของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) และระดับความคาดหวังของตลาดที่สูงลิ่ว ทำให้แม้ผลประกอบการจะออกมาตามเป้า ราคาหุ้นก็ยังถูกเทขายได้

 

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ สัญญาณรบกวนระยะสั้น หรือจุดเปลี่ยนตลาด?

 

สำหรับประเด็นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ SCB CIO ประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียง ปัจจัยรบกวนทางการเมืองระยะสั้น (Political Noise) มากกว่าจะเข้ามาเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจหรือทิศทางของตลาดสหรัฐฯ ในช่วง 1 ปีข้างหน้า

 

  • สถิติสะท้อนตลาดมักฟื้นตัวหลังเลือกตั้ง: จากข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1970 พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) มักปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป 6 เดือน โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 14% ดังนั้น การเทขายหุ้นเพราะความกังวลทางการเมืองเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูง
  • ดีมานด์ AI ยังแข็งแกร่ง: นโยบายการเมืองไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางอุปสงค์ของเทคโนโลยี AI หรือแผนการลงทุนของภาคเอกชนได้ในทันที ทั้งนี้ การผลักดันกฎหมายใหม่ต้องใช้เวลาในสภาคองเกรส และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังมีอำนาจในการยับยั้ง (Veto) ร่างกฎหมาย ทำให้ผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกระทบประมาณการกำไรของหุ้นเทคฯ อย่างมีนัยสำคัญ

 

ผ่า 3 ฉากทัศน์การเมือง (Scenarios) ต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี

 

  • Divided Congress (สภาแบ่งขั้ว – Base Case): ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเทคฯ จะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากกฎหมายขนาดใหญ่ผลักดันได้ยากจากสิทธิวีโต้ของประธานาธิบดี ขณะที่อำนาจบริหารยังเดินหน้าการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีและกฎเกณฑ์การค้าได้อย่างต่อเนื่อง สภาวะนี้จึงสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องให้กับโครงสร้างพื้นฐาน AI มากที่สุด
  • Democratic Sweep (Blue Sweep): พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานไฟฟ้า และทรัพยากรน้ำของ Data Center ส่งผลให้การขอใบอนุญาตมีเงื่อนไขและแรงกดดันสูงขึ้น พร้อมทั้งอาจมีการออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลความปลอดภัยและการตรวจสอบโมเดล AI ที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
  • Republican Sweep (Red Sweep): เอื้อต่อการผ่อนคลายกฎระเบียบ การผลักดันโครงการ และการอนุมัติใบอนุญาตต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม ทว่าการผลักดันมาตรการลดภาษีและการกู้ยืมเพิ่มเติมอาจเพิ่มการขาดดุลการคลัง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้นจาก Term Premium ซึ่งจะย้อนกลับมากดดันกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง เช่น กลุ่มระบบส่งไฟฟ้า (Power Grid) ในขณะที่กลุ่มที่มีงบดุลแข็งแกร่งอย่าง Hyperscaler หรือ Semiconductor จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

 

3 ปัจจัยจับตาในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า และเกณฑ์เลือกหุ้นเทคฯ ที่จะรอด

 

SCB CIO ระบุว่าสิ่งที่จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของหุ้นเทคฯ ในอีก 3–6 เดือนข้างหน้า ได้แก่

 

  1. ยอดคำสั่งซื้อคงค้าง (Backlog): ความสามารถในการเปลี่ยนยอดคงค้างให้กลายเป็นรายได้จริงตามแผน เพื่อพิสูจน์ความยั่งยืนของรายได้
  2. กำไรและกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow): บริษัทยังต้องรักษากระแสเงินสดอิสระให้เป็นบวก และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่เงินลงทุน
  3. การระดมทุนต้องราบรื่น: การจัดหาเงินทุนต้องไม่ติดขัดจนต้องเลื่อนหรือปรับลดแผนงาน เพราะจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน

 

ลักษณะของบริษัทเทคโนโลยีที่จะสามารถไปต่อได้

 

  • มีกระแสเงินสดจากธุรกิจเพียงพอในการรองรับแผนลงทุน โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้มากนัก
  • ธุรกิจหลักมีความแข็งแกร่ง และสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้จริง
  • อยู่ในตำแหน่งที่เป็น คอขวดของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Bottleneck) เช่น ระบบไฟฟ้า และโครงข่ายสายส่ง

 

กลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุนจาก SCB CIO รับมือตลาดผันผวน

 

ในภาวะที่ตลาดยังอยู่ในโหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) จากประเด็นการลงทุน สงคราม และสภาพคล่อง SCB CIO แนะนำแนวทางการจัดพอร์ตดังนี้

 

  1. กระจายความเสี่ยงอย่างรอบด้าน (Diversification): กระจายการลงทุนข้ามประเภทสินทรัพย์ ภูมิภาค และสกุลเงิน พร้อมพิจารณาความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน
  2. ใช้ตราสารหนี้คุณภาพดีสร้างกระแสรายได้ (Income Engine)

 

  • เลือกลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นถึงปานกลาง ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนปัจจุบัน (Current Yield) ในระดับที่ดี และยังได้ประโยชน์หากตลาดปรับลดการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
  • ลงทุนใน หุ้นกู้ระดับลงทุน (Investment Grade – IG) ระยะสั้นถึงปานกลาง เพื่อรับผลตอบแทนที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความเสี่ยงด้านเครดิตหรือขยายอายุตราสารหนี้ (Duration)

 

3. เลือกลงทุนใน AI อย่างเจาะจง (Selective AI Investment) หลีกเลี่ยงการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่ม AI มากเกินไป และแยกความผันผวนของราคาหุ้นในระยะสั้นออกจากโอกาสการเติบโตเชิงโครงสร้างในระยะยาว ความผันผวนรอบนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง มีกรอบระยะเวลาลงทุนระยะยาว และยังมีสัดส่วนการลงทุนไม่เกินพอร์ตที่วางไว้ ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำให้เน้นการสร้างรายได้ผ่านตราสารหนี้คุณภาพดีเป็นหลัก


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories