มีรายงานจากแหล่งข่าวภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ที่ประชุม กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ในการดำเนินการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเฉพาะประเด็นความเป็นที่สุดของการประกาศรายชื่อผู้สมัคร และความเป็นที่สุดของมติยกคำร้องของ กกต.
ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามที่ร้องขอ อาจส่งผลกระทบต่อคดีตรวจสอบคุณสมบัติ สว. ที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้วจำนวน 3 คดี
2 ประเด็นเร่งด่วนขอศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด
ร่างคำร้องดังกล่าวระบุถึงประเด็นสำคัญที่ กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 2 ประเด็น ประกอบด้วย
- กรณีที่ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ถือว่าคำสั่งดังกล่าวมีความเป็นที่สุดและไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีกหรือไม่ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ที่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้โดยเฉพาะ
- กรณีที่ กกต. มีคำวินิจฉัยตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ถือว่าคำวินิจฉัยของ กกต. เป็นที่สุด ไม่อาจมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อตรวจสอบหรือทบทวนได้อีกหรือไม่
มูลเหตุจาก 3 คดีคัดค้านคุณสมบัติ สว. ในศาลฎีกา
ต้นเหตุของการยื่นคำร้องในครั้งนี้ สืบเนื่องจากศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องของผู้สมัคร สว. ที่ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครและ สว. จำนวน 3 คดี ได้แก่
- คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2567 (ดิเรก พรสีมา เป็นผู้ร้อง) ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือก 3 ราย ได้แก่ บัลลังค์ ศรีมงคล กลุ่ม 4, วรรษมนต์ คุณแสน กลุ่ม 9 และ ทองเสียน วงษ์ประจันทร์ กลุ่ม 12
- คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 9/2567 (ภิญโญ บุญเรือง เป็นผู้ร้อง) ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ แดง กองมา และ สมพาน พละศักดิ์ ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่ม 10
- คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 10/2567 (อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชวาลิตกุล เป็นผู้ร้อง) ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ แดง กองมา และ สมพาน พละศักดิ์ เช่นเดียวกัน
กกต. ชี้ศาลฎีกาไม่มีอำนาจทบทวนมติยกคำร้อง
กกต. ให้เหตุผลสนับสนุนว่า บุคคลที่ถูกร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติในคดีทั้ง 3 คดีนั้น กกต. โดยผู้อำนวยการเลือกระดับต่างๆ ได้ตรวจสอบแล้วว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม จึงได้ประกาศรายชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ ซึ่งกฎหมายไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจบุคคลใดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ลบชื่อหรือตรวจสอบคุณสมบัติในกรณีนี้ได้ ประกาศดังกล่าวจึงถือเป็นที่สุด
นอกจากนี้ บุคคลที่ถูกร้องยังเป็นบุคคลเดียวกับที่ กกต. เคยมีคำวินิจฉัยยกคำร้องไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าไม่มีการทุจริตหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย กกต. มองว่าศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งเฉพาะในกรณีที่ กกต. เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเท่านั้น ศาลฎีกาไม่มีอำนาจเชิงรุกในการริเริ่มดำเนินไต่สวนการทุจริตเอง และไม่มีอำนาจทบทวนหรือตรวจสอบคำวินิจฉัยของ กกต. ในกรณีที่ กกต. ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้องไปแล้ว
หนังสือร้องเรียนของ กกต. ชี้ว่า การที่ศาลฎีการับคำร้องทั้ง 3 คดีไว้พิจารณา ย่อมเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ก้าวล่วงอำนาจของ กกต. และกระทบต่อการจัดให้มีการเลือก สว. อย่างร้ายแรง
ทั้งนี้ กกต. ได้ยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมาประกอบการพิจารณา เช่น คำวินิจฉัยที่ 52/2546 และ 14/2566 ซึ่งวางหลักการว่า การใช้อำนาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นการใช้อำนาจที่กฎหมายกำหนดให้เป็นที่สุด และไม่มีลักษณะเป็นการกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชน (เช่น การมีคำวินิจฉัยยกคำร้อง) การใช้อำนาจนั้นย่อมเป็นยุติ ไม่อาจถูกตรวจสอบหรือทบทวนจากองค์กรตุลาการได้อีก การยื่นคำร้องครั้งนี้จึงถือเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายในการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญโดยเด็ดขาดและเป็นกรณีเร่งด่วน

