ทุกเช้าวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน ในอาคารเก่าหลังหนึ่งบนถนนรถแก้ว ย่านเมืองเก่าลำพูน จะมีผู้คนมารวมตัวกันที่อาคารสองชั้นสีขาวฟ้า ‘สุขศาลา’ ศูนย์สุขภาพของชุมชน ที่เหล่าอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ผ่านการอบรมจากกิจกรรม ‘ชาวหละปูนฮักปอด’ มาร่วมให้บริการตรวจสุขภาพปอดแก่คนในชุมชน
ทั้งสุขศาลาและกิจกรรมชาวหละปูนฮักปอดเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ลำพูน สุขก๋าย สบายใจ๋’ (Lamphun Healing Town) โครงการที่ริเริ่มในปี 2566 จากความร่วมมือของเทศบาลเมืองลำพูน ลำพูน ซิตี้ แลป และ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GSK เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนในหลายมิติ ตั้งแต่สุขภาวะ การมีส่วนร่วมของชุมชน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมเมือง โดยใช้ถนนรถแก้วเป็นพื้นที่นำร่อง
ตลอด 3 ปีนับตั้งแต่เริ่มโครงการ สามารถพัฒนาศักยภาพ อสม. และบุคลากรสาธารณสุขจำนวน 39 คน โดยมีประชาชนเข้ารับการคัดกรองสมรรถภาพปอดแล้ว 914 คน พบความผิดปกติ 16 คน ทุกรายที่มีความเสี่ยง ได้รับการส่งต่อเข้าสู่ระบบดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการฟื้นฟูปรับปรุงภูมิทัศน์ย่านเมืองเก่าให้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมของชุมชนและแหล่งสร้างรายได้จากสินค้าท้องถิ่น
ลำพูน เมืองสูงวัย ใต้ฝุ่นหนา
ลำพูนเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากมะเร็งปอดที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากหมอกควันและฝุ่น PM2.5 การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยลำพูนมีจำนวนผู้สูงอายุมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ รวมถึงพื้นที่สีเขียวในจังหวัดที่มีจำกัด
ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง โครงการ ‘ลำพูน สุขก๋าย สบายใจ๋’ จึงเกิดขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองที่เชื่อมมิติสุขภาวะ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน การพัฒนาตั้งต้นที่ถนนรถแก้ว เพราะเป็นเส้นทางสำคัญเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นแหล่งชุมชนที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ
“ลำพูนเจอหลายโจทย์พร้อมกัน ทั้งฝุ่น PM2.5 สุขภาพระบบทางเดินหายใจ สังคมสูงวัย และพื้นที่สีเขียวที่มีจำกัด ซึ่งล้วนกระทบคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ เราเลยตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ที่นี่เป็นเมืองสุขภาพต้นแบบ ที่พัฒนาคุณภาพของพื้นที่ไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้คน และถ้าที่ลำพูนทำได้ เมืองอื่นก็ทำได้เหมือนกัน” รศ. ดร.สิงห์ อินทรชูโต ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลำพูน ซิตี้ แลป จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นโครงการฯ
โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ได้แก่ เทศบาลเมืองลำพูนในฐานะภาครัฐ ลำพูน ซิตี้ แลป ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมือง GSK จากภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยในเดือนมิถุนายน 2566 เทศบาลเมืองลำพูน ลำพูน ซิตี้ แลป และ GSK ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) วางกรอบการทำงานร่วมกัน 3 ปี เพื่อพัฒนาถนนรถแก้วให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขกายสบายใจของคนลำพูน

ดร.สิงห์ อินทรชูโต ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลำพูน ซิตี้ แลป จำกัด
GSK ร่วมเสริมสุขภาพให้ชาวลำพูน
สำหรับ GSK บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ระดับโลกที่ดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา และผลิตยานวัตกรรมและวัคซีน ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่จะนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายด้านสุขภาพของ GSK เข้ามาร่วมสนับสนุน
“GSK มีเป้าหมายในการยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ตามกลยุทธ์ Healthier People, Healthier Planet เราเห็นความสำคัญของโครงการลำพูน สุขก๋าย สบายใจ๋ เพราะมีศักยภาพที่จะเป็นต้นแบบด้านสุขภาวะ ที่ไม่ได้ส่งเสริมแค่ด้านสุขภาพ แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจชุมชน หากโมเดลนี้สำเร็จ ก็จะเป็น Best Practice ที่นำไปขยายผลในพื้นที่อื่นได้” ดร.ริต้า ยูเนยา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ GSK กล่าว
นอกจากนี้ ดร.ริต้า ยังได้เล่าถึงแนวทาง ESG ของ GSK เพิ่มเติมว่า “ในมิติสิ่งแวดล้อม (Environment) เราร่วมสนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบของ PM2.5 และการลดปัจจัยเสี่ยงจากมลภาวะทางอากาศ พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยให้เมืองร่มรื่น ในมิติสังคม (Social) เรามุ่งให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน พร้อมยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพและเสริมศักยภาพคนในชุมชน เช่น อสม. และบุคลากรสาธารณสุข และพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชน และเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้ผู้คนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ส่วนมิติธรรมาภิบาล (Governance) คือการทำงานร่วมกันอย่างโปรงใสกับทุกภาคส่วน เน้นสร้างความร่วมมือ เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน”
ดร.ริต้า เสริมว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ได้แก่ SDG 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี SDG 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน และ SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการบรรลุเป้าหมาย

ดร.ริต้า ยูเนยา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ GSK
ป้องกันก่อนป่วย ด้วย ‘สุขศาลา’ และ ‘ชาวหละปูนฮักปอด’
‘สุขศาลา’ และกิจกรรม ‘ชาวหละปูนฮักปอด’ เป็นสองโครงการที่ริเริ่มขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพปอดของคนในชุมชน โดย ‘ชาวหละปูนฮักปอด’ เริ่มต้นก่อนในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการดูแลรักษาปอด ด้วยการจัดอบรม อสม. ให้มีความรู้เรื่องโรคระบบทางเดินหายใจ การป้องกันฝุ่น PM2.5 และการตรวจสมรรถภาพปอดเบื้องต้น
เมื่อ อสม. พร้อมแล้ว ‘สุขศาลา’ จึงเปิดตัวตามมาในเดือนพฤศจิกายน 2567 ในฐานะศูนย์สุขภาพชุมชนแบบ One-Stop Service ที่ให้ความรู้เรื่องโรคระบบทางเดินหายใจ ตรวจสมรรถภาพปอด และส่งผู้มีความเสี่ยงเข้าสู่ระบบการตรวจรักษา โครงการนี้ ได้ อสม. ที่ผ่านการอบรมจาก ‘ชาวหละปูนฮักปอด’ มาเป็นผู้ให้บริการหลัก พร้อมได้บุคลากรสาธารณสุขมาเสริมความรู้ด้านสุขภาพ และได้คนในชุมชนมาช่วยดูแลสถานที่

เบื้องหลังของทั้งสองกิจกรรมนี้ GSK เข้ามามีบทบาทเสริมความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้กับ อสม. เจ้าหน้าที่เทศบาล และตัวแทนชุมชน ตั้งแต่ความรู้เรื่องโรคระบบทางเดินหายใจ การป้องกันผลกระทบจาก PM2.5 ไปจนถึงการตรวจคัดกรองสมรรถภาพปอดเบื้องต้น เพื่อให้ชุมชนดูแลและป้องกันสุขภาพของตัวเองได้ต่อไป
“สุขศาลา ทำให้การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวันของผู้คน สิ่งสำคัญคือประชาชนไม่จำเป็นต้องรอให้เจ็บป่วยก่อนจึงเข้ารับบริการ แต่สามารถเข้ามาประเมินความเสี่ยงและรับคำแนะนำเพื่อดูแลสุขภาพได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และช่วยลดภาระโรคในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน” ดร.ริต้า กล่าว

ยกเครื่องสภาพแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิต
นอกจากงานด้านสุขภาพปอดแล้ว ภายในโครงการ ‘ลำพูน สุขก๋าย สบายใจ๋’ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนบนถนนรถแก้ว ได้แก่ การปรับสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่และเอื้อต่อการใช้ชีวิต ปรับผิวทางให้ผู้สูงอายุเดินและออกกำลังกายได้สะดวก การพัฒนาซุ้มประตูเมือง ไปจนถึงการปลูกต้นไม้พันธุ์ดั้งเดิมที่ชาวบ้านร่วมกันปลูกและดูแล จนเกิดร่มเงาที่เอื้อให้ผู้สูงอายุออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านได้
อีกตัวอย่างคือ การเปลี่ยนถนนรถแก้วให้เป็นถนนคนเดินในเช้าวันเสาร์ ผู้สูงวัยสามารถนำผักผลไม้ที่ปลูกเองและอาหารสูตรประจำบ้านมาขาย เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะกัน กลายเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีให้ชุมชนไปพร้อมกัน
“ตลาดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนมีสุขภาพกายและใจดีขึ้นด้วย เพราะคนได้ออกมาพบเจอกัน ไม่เหงา ความรู้สึกซึมเศร้าก็หายไป กลายเป็นว่าตลาดทุกเช้าวันเสาร์เป็นสิ่งที่ชุมชนและผู้คนรอคอย” ดร.สิงห์ กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของถนนรถแก้ว

จากความร่วมมือ สู่การสานต่อการพัฒนาด้วยตัวเอง
เมื่อโครงการตั้งต้นจากการทำงานกับชุมชนอย่างเข้มข้น และแต่ละภาคส่วนได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญมาสนับสนุนกัน โครงการฯ จึงตอบโจทย์บริบทของพื้นที่จริง ไม่ใช่การนำแนวคิดจากภายนอกมาครอบบนพื้นที่
“ผลลัพธ์สำคัญคือการที่คนในพื้นที่สามารถนำความรู้ไปดูแลตนเอง ครอบครัว และช่วยกันดูแลชุมชนได้ต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรของแต่ละฝ่ายมาต่อยอดร่วมกัน และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” ดร.ริต้า กล่าวถึงหัวใจของการสร้างความยั่งยืนในชุมชน
ผลของความร่วมมือนี้ขยายไปไกลกว่าแผนที่วางไว้ ในปี 2568 กิจกรรม ‘ชาวหละปูนฮักปอด’ และ ‘สุขศาลา’ มีส่วนสำคัญทำให้เทศบาลเมืองลำพูนได้รับรางวัลพระปกเกล้า ด้านสำนึกพลเมือง ประเภทองค์กร จากสถาบันพระปกเกล้า เทศบาลลงมือปรับปรุงภูมิทัศน์ด้วยตัวเอง ด้วยการจัดงบปูผิวถนนรถแก้วด้วยกระเบื้องลายผ้าทอ ขณะที่ภาคเอกชนก็ลงทุนบูรณะคุ้มเจ้าสุริยาให้กลับมางดงาม และเปิดให้เข้าชมอีกครั้งหลังปิดไปนานนับสิบปี
“ผลลัพธ์ที่โดดเด่นที่สุดคือความเป็นเจ้าของของคนในชุมชน จากผู้รับประโยชน์ กลายเป็นคนที่ดูแลและขับเคลื่อนพื้นที่เอง ตอนนี้ทั้งสองชุมชนช่วยกันดูแลถนนเส้นนี้ อสม. ตรวจปอดกันเองได้ แม้แต่เทศบาลก็เริ่มต่อยอดเอง ไม่ต้องรอให้ใครมากระตุ้น” ดร.สิงห์ ฉายภาพผลลัพธ์โครงการ

ต้นแบบที่เติบโตได้ด้วยพลังของชุมชน
จากรากฐานที่วางไว้ ในอนาคต ลำพูนมีแนวคิดขยายพื้นที่พัฒนาไปยังถนนที่เชื่อมศาลากลางเก่ากับตลาดหนองดอก เพื่อเสริมสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงที่กว้างขึ้น เติมเต็มคุณภาพชีวิตชาวเมือง และทำให้ลำพูนเป็นแรงบันดาลใจให้เมืองอื่นเดินตามรอยต่อไป
“ลำพูนเคยเป็นเมืองเล็กๆ ที่คนไม่สนใจ แต่วันนี้คนในเมืองรู้สึกว่าเขาไม่ถูกลืมแล้ว ถ้าเกิดการพัฒนาบนถนนอีกเส้น ทั้งเมืองอาจจะกลับมามีชีวิตชีวา และผมเชื่อว่าลำพูนจะเป็น Global Showcase ให้เมืองอื่นได้” ดร.สิงห์ กล่าว
“ตลอดระยะเวลา 3 ปีของความร่วมมือภายใต้ MoU ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนพัฒนา ‘สุขศาลา’ ให้เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งจะยังคงสานต่อบทบาทสำคัญนี้ต่อไป แม้โครงการจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของโครงการ แต่คือการวางรากฐานให้ชุมชนสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอด เพื่อสร้างประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” ดร.ริต้า กล่าวทิ้งท้ายถึงคุณค่าของความร่วมมือที่สร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน

