วานนี้ (28 ตุลาคม) ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นริสสร แสงแก้ว รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 2 เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 3) โดยวาระสำคัญคือการพิจารณาญัตติเรื่องการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและป้องกันเหตุรุนแรงในสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 437 แห่ง
อัครชัย กันธมาลา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตดุสิต ผู้เสนอญัตติ ระบุว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์สลดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 กรณีนักเรียนพกพาและใช้อาวุธปืนภายในสถานศึกษาในจังหวัดนนทบุรีจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ กทม. จะมีมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น การจัดเจ้าหน้าที่ตรวจตรา กำหนดเขตปลอดอาวุธ หรือบูรณาการร่วมกับสถานีตำรวจ แต่มาตรการที่มีอยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงจำเป็นต้องยกระดับการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการรับมือเหตุรุนแรงให้ปฏิบัติได้จริง
ในที่ประชุม ส.ก. หลายเขตได้ร่วมอภิปรายและเสนอแนะมาตรการเชิงกายภาพและเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง
สุรจิต พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.เขตลาดกระบัง: ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนบริเวณทางเข้า-ออกโรงเรียน โดยเสนอให้ติดตั้งระบบตรวจจับโลหะและเครื่องสแกนแบบอเนกประสงค์ (Walk-through และ Handheld) พร้อมยกระดับระบบแลกบัตรให้รัดกุม และจัดให้มีการซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินเสมือนจริง
สมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก.เขตสายไหม: เสนอให้เพิ่มกล้องวงจรปิด (CCTV) ให้ครอบคลุมทุกจุดเพื่อลดมุมอับ พร้อมตรวจสอบระบบไฟฟ้าในโรงเรียน และประสานหน่วยงานภายนอกให้สามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว
กิตติพงษ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ: เสนอให้เพิ่มกล้อง CCTV มากกว่าเดิมอย่างน้อย 3 เท่า และควรเป็นระบบกล้องที่มีเทคโนโลยี AI เพื่อตรวจจับความผิดปกติของเด็กนักเรียน
นอกจากมิติด้านกายภาพ กิตติพงษ์ยังเสนอให้มีการตรวจประเมินสุขภาพจิตของครูและนักเรียนอย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง หรือไตรมาสละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองความผิดปกติ รวมถึงเสนอให้มีการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในกลุ่มครู เจ้าหน้าที่ รปภ. และแม่บ้าน
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bullying) และไซเบอร์บูลลี่ในโรงเรียน โดยขอให้มีช่องทางร้องเรียนที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบเรื่องการถอดรองเท้าในห้องเรียนและการส่งการบ้านผ่านระบบออนไลน์
ด้าน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ปัญหาการบูลลี่เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ผ่านมา กทม. ได้นำระบบ SoSafe (โซเซฟ) ซึ่งพัฒนาร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) มาใช้เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ทั้งการกลั่นแกล้ง การคุกคามทางเพศ และปัญหาครอบครัว ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาไปได้แล้วบางส่วน และในอนาคตเตรียมบูรณาการร่วมกับระบบ Traffy EDU ของกระทรวงศึกษาธิการ
รองผู้ว่าฯ กทม. เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุต้องเริ่มจากการติดกระดุมเม็ดแรกคือ การลดภาระงานของครู เพื่อให้ครูสามารถปรับบทบาทจากการคัดกรองทั่วไป เป็นการดูแลและประเมินนักเรียนเป็นรายบุคคลได้ โดยมีครูประจำชั้นเป็นด่านแรกในการประเมินสภาวะทางอารมณ์ของเด็ก ควบคู่ไปกับการคงมาตรการความปลอดภัย 10 ข้อ เช่น การตรวจกระเป๋าและตรวจอาวุธอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบตามญัตติ และส่งเรื่องให้ฝ่ายบริหาร (ฝ่ายตรวจสอบและปฏิบัติการ กทม.) รับไปพิจารณาดำเนินการยกระดับมาตรการความปลอดภัยต่อไป

