วันนี้ (29 ตุลาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวปาฐกถาเปิดงาน The Future of Water: AI, Weather Resilience, and Frontier Technologies for Water Security ในหัวข้อ ‘The Future of Water Bangkok’s Water Challenges and Opportunities’ โดยเปิดเผยถึงทิศทางอนาคตการรับมือวิกฤตน้ำของกรุงเทพมหานคร ผ่านการถอดบทเรียนความท้าทายเชิงกายภาพ พร้อมกางแผนนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบูรณาการสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสมการ 3 น้ำ ได้แก่ น้ำฝนที่ตกหนักสะสมในพื้นที่ลุ่มต่ำ, น้ำเหนือจากแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา และน้ำทะเลหนุนจากอ่าวไทย ความเสี่ยงสูงสุดจะเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยทั้งสามมาบรรจบกัน
จากบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554 กทม. ได้เดินหน้าก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วมความยาวรวม 80 กิโลเมตร ตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ โดยยกระดับความสูงคันกั้นน้ำที่ +2.80 ถึง +3.50 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจุดอ่อนริมแม่น้ำไปได้แล้วกว่า 87% ส่วนการจัดการน้ำฝนในเมือง กทม. ได้ใช้ระบบเครือข่ายท่อระบายน้ำ คลอง สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำทำงานร่วมกัน โดยสามารถแก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุด (ข้อมูลปี 2565) สำเร็จแล้วกว่า 70%
ความท้าทายสำคัญประการต่อมาคือ อิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงและกระจุกตัวในระยะเวลาสั้น เช่น ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาซึ่งมีปริมาณฝนสะสมสูงเกิน 300 มิลลิเมตรในเวลาเพียงไม่กี่วัน ประกอบกับการเติบโตของเมืองที่เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทำให้พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติหายไป
ขณะเดียวกัน พื้นที่อยู่อาศัยหลายแห่งตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มต่ำกว่าระดับคันคลองตามธรรมชาติ ทำให้ต้องพึ่งพาระบบสูบน้ำเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคจากการรุกล้ำริมคลอง และข้อจำกัดด้านงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการอุโมงค์ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งวางแผนมาตั้งแต่ปี 2542 จำนวน 13 แห่ง แต่ปัจจุบันก่อสร้างและเปิดใช้งานจริงได้เพียง 5 แห่ง
เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าว กทม. ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่และ AI เข้ามาใช้พยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมง พร้อมสร้างแบบจำลองคาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วม เพื่อสั่งการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการปรับผังเมืองสู่แนวคิด Compact City หรือเมืองกระชับ ซึ่งการพัฒนาอาคารสูงอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การสร้างคันกั้นน้ำปกป้องประชาชนทำได้ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากกว่าการปล่อยให้เมืองขยายตัวในแนวราบ
นอกจากนี้ กทม. ยังนำนวัตกรรมท้องถิ่นอย่างท่อซิ่ง มาเร่งระบายน้ำออกจากชุมชนลุ่มต่ำ พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเจาะจงพื้นที่ผ่าน Cell Broadcast และ LINE Alert รวมไปถึงการศึกษาโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลหนุนระดับสากล เช่น Thames Barrier ของกรุงลอนดอน และ Maeslantkering ของเนเธอร์แลนด์ เพื่อเตรียมรับมือระดับน้ำทะเลอ่าวไทยที่อาจสูงขึ้นในอนาคต
สำหรับงานสัมมนาดังกล่าว จัดขึ้นโดย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ MIT Sloan ASEAN Office เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยนำงานวิจัยและนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) มาต่อยอดแก้ไขปัญหาของประเทศไทย มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี Data และ AI ประเมินสถานการณ์น้ำ วางแผนรับมือภัยพิบัติ ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ รวมถึงยกระดับการตรวจสอบคุณภาพน้ำของประเทศในระยะยาว

