วันนี้ (22 ตุลาคม) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมี รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
สรวุฒิ กล่าวว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและเกษตรกร โดยกำหนด 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่
- ช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและโปร่งใส โดยใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรเพื่อลดขั้นตอน
- ประสาน ธ.ก.ส. หรือสถาบันการเงิน เพื่อพักชำระหนี้ จัดสินเชื่อฟื้นฟู และสินเชื่อชะลอการขาย ป้องกันหนี้นอกระบบ
- เร่งฟื้นฟูปัจจัยการผลิตให้เร็วและดีกว่าเดิม ทั้งปรับปรุงดิน สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ พันธุ์สัตว์ และพันธุ์สัตว์น้ำ
- เฝ้าระวังโรคระบาดหลังน้ำลดด้วยทีมเชิงรุกพร้อมวัคซีนและเวชภัณฑ์
- วางแผนการเพาะปลูก โดยเฉพาะการทำนาปรังให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ
สำหรับการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ได้สั่งการสนับสนุนเงินทุนแก่เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน และเกษตรกรชาวสวนยาง วงเงินรวม 232 ล้านบาท ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้สมาชิก (วงเงิน 200 ล้านบาท), สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (วงเงิน 20 ล้านบาท) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มอบเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนรายละไม่เกิน 3,000 บาท และกรณีเสียชีวิตรายละไม่เกิน 30,000 บาท (วงเงิน 12 ล้านบาท)
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนปัจจัยการผลิตและสิ่งของจำเป็น วงเงินรวม 112.49 ล้านบาท ประกอบด้วย กรมพัฒนาที่ดิน สนับสนุนผลิตภัณฑ์ พด.6 บำบัดน้ำเสีย (8.33 ล้านบาท), กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชดเชยความเสียหายทรัพย์สินสหกรณ์ (10 ล้านบาท), กรมประมง ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ 800 ล้านตัว ปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ (90 ล้านบาท), กรมปศุสัตว์ จัดหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่และมอบอาหารหยาบ (3.71 ล้านบาท) และ กยท. สนับสนุนปัจจัยยังชีพแก่เกษตรกรประสบภัย (4.51 แสนบาท)
ส่วนการฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด วงเงินรวมกว่า 171 ล้านบาท แต่ละหน่วยงานเร่งจัดเตรียมปัจจัยการผลิตและองค์ความรู้ เช่น กรมปศุสัตว์ สนับสนุนหญ้าแห้งและเมล็ดพันธุ์หญ้า (5.25 ล้านบาท), กรมประมง ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ (กว่า 11 ล้านบาท), กรมหม่อนไหม อบรมและแจกพันธุ์หม่อน-ไข่ไหม (2.17 ล้านบาท), กรมส่งเสริมการเกษตร สนับสนุนชีวภัณฑ์ พืชพันธุ์ดี และเมล็ดพันธุ์ผัก (13.94 ล้านบาท), กรมวิชาการเกษตร สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์ (4.54 ล้านบาท) และกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินโครงการป้องกันฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน (133.63 ล้านบาท)
สรวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานไปพิจารณางบประมาณเพิ่มเติมเพื่อการเยียวยา เบื้องต้นมีการพิจารณาจากมาตรการเยียวยาเดิม รวมถึงดึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และ 2571 จากทุกกรมในกระทรวงฯ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการฯ พร้อมมอบหมายหน่วยงานในพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหาย และจัดทำเอกสารเสนอ คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และ คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.)
ทั้งนี้ จากข้อมูลมีเกษตรกรได้รับความเสียหายรวม 52,832 ราย กระทรวงฯ จะเสนอขออนุมัติงบกลางล็อตแรกวงเงิน 1,575.79 ล้านบาท และจะขออนุมัติงบกลางหลังน้ำลดอีกครั้งประมาณสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น 3,000 บาทต่อครัวเรือนให้ครอบคลุมที่สุด
“ขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำงานเชิงรุก เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างละเอียดครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยใช้ฐานข้อมูลเกษตรกรที่มีอยู่เป็นจุดเริ่มต้น ควบคู่กับการลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริง ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบาย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หัวใจสำคัญของการช่วยเหลือครั้งนี้ คือต้องไม่ให้เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจริงตกหล่นจากระบบการช่วยเหลือของภาครัฐ เพียงเพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ต้องทำให้มั่นใจว่าประชาชนและเกษตรกรทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อนจริง จะได้รับการพิจารณาช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” สรวุฒิกล่าว

