วันนี้ (28 ตุลาคม) ที่ หน้าห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่าง กทม. กับรัฐบาลในการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม รวมถึงแนวทางการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาระยะยาว
ชัชชาติกล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตน้ำท่วม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัย และมีการหารือร่วมกับ กทม. อย่างต่อเนื่อง โดย กทม. ได้ให้ความร่วมมือตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และกรอบอำนาจหน้าที่ สนับสนุนงบประมาณที่สามารถดำเนินการได้ตามระเบียบรวมประมาณ 210 ล้านบาท
ต่อมา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีข้อเสนอให้ กทม. สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 300 ล้านบาท ซึ่ง กทม. สามารถอนุมัติจ่ายเพิ่มเติมได้ทันที 100 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 200 ล้านบาท ได้หารือร่วมกันว่า จะใช้รูปแบบการนำยอดเงินที่รัฐบาลค้างชำระ หรือเงินชดเชยรายได้ที่ กทม. สูญเสียจากมาตรการลดภาษีและค่าธรรมเนียมมาหักลบ ซึ่งถือเป็นเงินในอนาคตที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้ กทม. อยู่แล้ว รัฐบาลจึงสามารถหักเงินส่วนนั้น 200 ล้านบาทไว้ดำเนินการได้เลย
ปัจจุบัน กทม. นำเงินสมทบจ่ายให้กับ ปภ. ไปแล้วทั้งสิ้น 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 จำนวน 10 ล้านบาท ครั้งที่ 2 จำนวน 200 ล้านบาท และครั้งล่าสุด 100 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 310 ล้านบาท
ทั้งนี้ การใช้จ่ายเงินสะสมจ่ายขาดเพื่อดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย จะต้องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภากรุงเทพมหานครในวันนี้ เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้
ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ไม่มีความขัดแย้งระหว่างกัน ปัจจุบันประชาชนได้รับเงินเยียวยาแล้วเกือบ 4,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการระดมทรัพยากร ทั้งจากหน่วยงานทหาร กรมทางหลวง ภาคเอกชน และหน่วยงานข้ามพื้นที่
“เราไม่ได้มีความขัดแย้งกัน ทุกหน่วยงานช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ เพราะเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ที่ไม่มีหน่วยงานใดสามารถรับมือได้เพียงลำพัง สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว” ชัชชาติกล่าว
สำหรับการดำเนินงานระยะต่อไป กทม. เตรียมเดินหน้าติดตามและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยชัชชาติมีกำหนดการลงพื้นที่ทุกวันอาทิตย์ เพื่อสำรวจปัญหาในระดับชุมชน รับฟังความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง พร้อมวิเคราะห์จุดเสี่ยงที่ยังมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก หรือมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและการระบายน้ำ เพื่อนำข้อมูลไปวางแผนแก้ไขปัญหาเชิงรุกและบรรเทาผลกระทบในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

