เมื่อวานนี้ (9 ตุลาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรแบบครอบคลุมต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยตรง เพื่อตัดทรัพยากรและทำให้ระบบการเงินในการดำเนินงานของศาลเป็นอัมพาต
สหรัฐฯ ยังสั่งอายัดทรัพย์สินของ ICC ในเขตอำนาจของสหรัฐฯ และสั่งห้ามหน่วยงานหรือนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันทำธุรกรรม จัดหาสินค้า หรือให้บริการแก่ศาล ซึ่งรวมถึงบริการระบบการเงิน การธนาคาร และซอฟต์แวร์
ทั้งยังกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 6 เดือนให้ภาคธุรกิจยุติการดำเนินงานกับ ICC เพื่อเปิดทางให้ประเทศสมาชิกเจรจาหาทางออก สำหรับข้อกังวลของสหรัฐฯ โดยมีการยกเว้นธุรกรรมบางประเภท
การคว่ำบาตรครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับครั้งใหญ่ หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ของศาลไปแล้ว 17 คน รวมถึง โทโมโกะ อากาเนะ ประธานศาล ICC เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
เหตุผลและจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้น เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และกล่าวหาว่า ICC เป็น ศาลที่ถูกชี้นำทางการเมืองและพยายามดำเนินคดีกับชาวอเมริกัน ทั้งยังกล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมรับอำนาจศาลและไม่ต้องการ ICC
สหรัฐฯ ไม่พอใจอย่างยิ่งต่อการที่ศาลเคยเปิดการไต่สวนการกระทำของทหารอเมริกันในอัฟกานิสถาน แม้คดีดังกล่าวจะปิดไปแล้ว รวมถึงการออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล ซึ่งรวมถึง เบนจามิน เนทันยาฮูนายกรัฐมนตรีอิสราเอล
แม้สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกของ ICC เช่นเดียวกับรัสเซีย จีน อินเดีย และอิสราเอล แต่ก็ได้เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรที่เป็นสมาชิก ICC ช่วยกันควบคุมหรือจำกัดขอบเขตของศาล
ท่าที ICC และมุมมองนานาชาติ
ICC แถลงประณามว่า มาตรการของสหรัฐฯ เป็นความพยายามขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และเป็นการจู่โจมหลักนิติธรรม รวมถึงรากฐานของระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ
ศาลยืนยันว่า จะไม่ยอมถูกข่มขู่หรือถูกขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และส่งสารเตือนว่า “ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ตัดสินช่วงเวลานี้”
คำประกาศคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก นาวี พิลเลย์ (Navi Pillay) อดีตผู้พิพากษา ICC ได้รับการประกาศชื่อรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026 จากผลงานส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ
ทางด้าน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ เป็น “ความเสียหายร้ายแรง” ต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ
ขณะที่ ชาติพันธมิตรอย่างน้อย 8 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร แคนาดา เดนมาร์ก เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความเสียใจ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และยืนยันว่า จะสนับสนุน ICC อย่างแน่วแน่ต่อไป
ขณะที่ เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แสดงความชื่นชมและสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยระบุว่า ICC เป็นองค์กรทางการเมืองที่คุกคามประเทศประชาธิปไตยและอธิปไตยของชาติ
ไรอัน กูดแมน ศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เตือนว่า การตัดระบบการเงิน อาจทำให้ศาลไม่สามารถจัดการไต่สวนคดีอย่างเป็นธรรมได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวตามข้อกฎหมาย
ผู้ต้องหาสำคัญที่ถูกคุมขังในกรุงเฮกและอาจเผชิญผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรนี้ เช่น โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 81 ปี ในข้อหาการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมในสงครามยาเสพติด (ปี 2011-2019) รวมถึงอดีตแกนนำที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงครามในลิเบีย ซูดาน และสาธารณรัฐแอฟริกากลาง
สถานการณ์นี้นับเป็นวิกฤตที่หนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ 24 ปีของ ICC นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2002
ภาพ: Eric Lee / Reuters,Pierre Crom / Getty Images
อ้างอิง:


