×

Meta แบนโฆษณาจาก ByteDance ใน 7 ประเทศรวมถึงไทย ศึกชิงผู้ใช้กับ TikTok ร้อนแรงขึ้น

10.10.2026
  • LOADING...
ภาพหน้าจอสมาร์ทโฟนแสดงข้อความ Meta สั่งแบนโฆษณาจาก TikTok ใน 7 ประเทศรวมไทย

Meta Platforms เจ้าของ Facebook และ Instagram เริ่มสั่งห้ามโฆษณาจาก ByteDance บริษัทจีนเจ้าของ TikTok บนแพลตฟอร์มของตัวเองในสหรัฐฯ และอีก 6 ประเทศ รวมถึงไทย ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม ทำให้การแข่งขันระหว่าง Meta กับ TikTok ที่ยืดเยื้อมาหลายปีดุเดือดขึ้นอีกขั้น

 

 

Bloomberg เป็นสำนักข่าวแรกที่รายงานเรื่องนี้ ก่อนที่โฆษกของ Meta จะยืนยันกับ Reuters ว่าคำสั่งห้ามครอบคลุมทั้งโฆษณาและข้อความการตลาดที่ ByteDance จ่ายเงินลงบนแพลตฟอร์มของ Meta โดยมีผลทันทีในสหรัฐฯ, แคนาดา, อียิปต์, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, ไทย และเวียดนาม

 

คำสั่งนี้ยังรวมถึงผู้ลงโฆษณารายอื่นที่ทำแคมเปญโดยลิงก์ไปยัง TikTok หรือบริการอื่นของ ByteDance ในประเทศเหล่านี้ด้วย

 

“เราไม่จำเป็นต้องลงโฆษณาให้คู่แข่งที่ต้องการดึงผู้ใช้ออกไปจากแอปของเรา การปฏิเสธให้บริการโฆษณาแก่คู่แข่งเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจที่ทำกันในทุกอุตสาหกรรม เราจะยังคงแข่งขันกันที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ของผู้ใช้” คริส สโกร โฆษกของ Meta ระบุในแถลงการณ์

 

ขณะที่ TikTok และ ByteDance ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นจากสื่อในทันที

 

ปัจจุบัน TikTok ในสหรัฐฯ ดำเนินงานในรูปแบบบริษัทร่วมทุนที่ชาวอเมริกันถือหุ้นส่วนใหญ่ หลังมีดีลเพื่อปกป้องข้อมูลผู้ใช้ชาวอเมริกันและเลี่ยงการถูกแบนในสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ใช้กว่า 200 ล้านคน โดย Engadget ระบุว่าผู้ถือหุ้นคือกลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐฯ และ UAE รวมถึง Oracle ของ แลร์รี เอลลิสัน

 

ByteDance จึงเหลือสถานะเพียงผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของ TikTok ในสหรัฐฯ แต่ Bloomberg รายงานว่าบริษัทยังคงดูแลส่วนสำคัญหลายด้านของ TikTok ในสหรัฐฯ อยู่

 

ข้อตกลงคุ้มครองเด็กจุดชนวนศึกรอบใหม่

 

Meta และ TikTok แข่งขันกันอย่างสูสีมาหลายปี ทั้งการแย่งเวลาของผู้ใช้ ครีเอเตอร์ และเม็ดเงินโฆษณา แต่ทั้งคู่ไม่ได้แข่งกันบนสนามที่เท่าเทียม เพราะ TikTok ทำธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่สุดของ Meta ได้ ขณะที่ Meta เข้าไปทำธุรกิจในจีนซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่สุดของ TikTok ไม่ได้

 

การแข่งขันร้อนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม หลัง Meta ยอมทำข้อตกลงกับรัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ มูลค่าสูงสุด 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.04 แสนล้านบาท) เพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องโซเชียลมีเดียสร้างผลเสียต่อเด็ก

 

ภายใต้ข้อตกลงนี้ Meta ต้องจำกัดเวลาการใช้งานในแต่ละวัน และจำกัดการใช้งานช่วงกลางคืนของผู้ใช้ที่เป็นเด็กบน Facebook และ Instagram รวมถึงเพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาที่จำกัดอายุ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่าอาจกดดันให้คู่แข่ง โดยเฉพาะ TikTok และ YouTube ต้องปรับแอปตามไปด้วย

 

หลังจากนั้น Meta ก็เดินหน้ากดดันให้ TikTok และ YouTube ของ Google ทำแบบเดียวกัน โดยชี้ว่า Meta ไม่สามารถแก้ปัญหาความปลอดภัยของเด็กที่เกิดขึ้นทั้งอุตสาหกรรมได้เพียงลำพัง พร้อมลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ชั้นนำเพื่อเพิ่มแรงกดดัน

 

ผู้บริหารของ Meta ยังออกมาวิจารณ์ TikTok ต่อสาธารณะว่าไม่มาร่วมงานของสำนักงาน Surgeon General หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ว่าด้วยผลเสียของการใช้หน้าจอมากเกินไป

 

นอกจากนี้ยังวิจารณ์ว่า TikTok ถอนตัวจากการประชุมด้านความมั่นคงของชาติกับคณะกรรมาธิการพิเศษว่าด้วยจีนของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงการถูกตรวจสอบในวงกว้าง ระหว่างที่ TikTok เผชิญคดีความเรื่องความปลอดภัยของเด็ก

 

ส่วน TikTok ยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งยิ่งทำให้ความตึงเครียดระหว่าง 2 บริษัทเพิ่มขึ้น เพราะ Meta มองว่านี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบในการแข่งขัน

 

TikTok ตัดลิงก์ Instagram ออกจากโปรไฟล์

 

ในเดือนกันยายน TikTok ได้ออกมาตรการหลายอย่างที่ทำให้ผู้ใช้ย้ายจากแอปของตัวเองไปยังโซเชียลมีเดียอื่นได้ยากขึ้น รวมถึงการยกเลิกช่องใส่ลิงก์ Instagram บนโปรไฟล์ของผู้ใช้

 

เว็บไซต์ของ TikTok ระบุว่าไม่รองรับลิงก์ที่เปิดหรือล็อกอินเข้าแอปโซเชียลมีเดียอื่น แต่ผู้ใช้ยังใส่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของแพลตฟอร์มเหล่านั้นบนโปรไฟล์ได้อยู่ นอกจากนี้ TikTok ยังปฏิเสธไม่รับลงโฆษณาของ Meta ที่เรียกร้องให้ TikTok ทำตามมาตรการด้านความปลอดภัยของเด็กแบบเดียวกัน

 

การกีดกันคู่แข่งลักษณะนี้เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีรายอื่นด้วย โดย The Information รายงานเมื่อเดือนกันยายนว่า OpenAI แจ้งพันธมิตรด้านโฆษณาว่าจะไม่รับโฆษณาผลิตภัณฑ์สร้างภาพและเสียงที่แข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

 

TikTok เจอแรงกดดันจากหน่วยงานรัฐด้วย

 

นอกจาก Meta แล้ว TikTok ยังถูกหน่วยงานรัฐกดดันเรื่องความปลอดภัยของเด็ก

 

เช่นกัน โดยในเดือนกันยายน TikTok ทำข้อตกลงยุติข้อพิพาทกับรัฐแอละแบมา ซึ่งกำหนดให้ต้องจำกัดการใช้งานและเพิ่มมาตรการยืนยันอายุของผู้ใช้ในรัฐนี้ เพื่อยุติข้อกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มสร้างอันตรายต่อเด็กและให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเรื่องความปลอดภัย

 

ขณะที่ช่วงกลางปี หน่วยงานกำกับดูแลของยุโรประบุว่า TikTok ยังทำไม่มากพอในการดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้ที่เป็นเด็ก และอาจถูกปรับสูงสุด 6% ของรายได้ทั้งปี

 

Engadget มองว่าสถานการณ์นี้ทำให้ TikTok และ YouTube ตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เพราะถูกกดดันทั้งจากหน่วยงานรัฐและจาก Meta ให้ทำตามมาตรการความปลอดภัยของเด็กแบบเดียวกับที่ Meta ทำ

 

ภาพ: richeri / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.54 บาท ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising