เวลาได้ยินว่าโรงแรมหนึ่งมีอายุถึง 150 ปี ภาพแรกที่นึกถึงอาจเป็นความขรึม ความเก่า หรือสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์จนให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปชมมากกว่าเข้าไปพัก แต่ความรู้สึกนั้นกลับไม่ค่อยเกิดขึ้นกับ Mandarin Oriental Bangkok หรือ ‘โอเรียนเต็ล’ ที่คนไทยเรียกกันติดปาก โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1876 ผ่านการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ มาหลายยุค ทั้งยังเคยต้อนรับแขกคนสำคัญหลายคน ตั้งแต่นักเขียนอย่าง Joseph Conrad และ Somerset Maugham ไปจนถึงคนดังจากหลากหลายวงการ แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเราไม่ใช่เพียงรายชื่อคนดังที่เคยมาพัก หากเป็นคำถามที่ว่าโรงแรมที่มีอดีตมากขนาดนี้จะทำอย่างไรให้คนยังรู้สึกว่าน่าพัก และอยากกลับมาอีกในยุคปัจจุบัน



Why here?
หนึ่งในเหตุผลที่น่ากลับมาโอเรียนเต็ลในปีนี้คือการเผยโฉม Garden Wing หลังการปรับโฉมใหม่ โดยได้ Jeffrey Wilkes จาก DESIGNWILKES มาดูแลงานออกแบบ และตีความความคลาสสิกของโรงแรมให้ร่วมสมัยขึ้น
สีที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นคือ Celadon Green หรือสีเขียวศิลาดล เฉดสีเขียวอ่อนซึ่งมีต้นทางจากสีเคลือบของเครื่องศิลาดลโบราณในเอเชีย และกลายเป็นหนึ่งในการออกแบบของ Mandarin Oriental ในช่วงที่ผ่านมา
แต่สิ่งที่เราชอบคือ แม้โรงแรมจะมีเหตุผลมากมายให้ตัดสินใจปรับปรุงใหม่ในวาระ 150 ปี ทว่าพื้นที่ที่เป็นภาพจำอย่าง Authors’ Lounge ยังคงทำหน้าที่เป็นห้องรับแขกช่วงบ่ายสำหรับนั่งจิบน้ำชา
ส่วน Bamboo Bar พอตกกลางคืนก็ยังเต็มไปด้วยเสียงดนตรีแจ๊ส คนนั่งดื่ม และบรรยากาศแบบเดิมเหมือนตอนมากับครอบครัว เราว่านั่นทำให้การเดินอยู่ในโรงแรมมีทั้งความรู้สึกคุ้นเคยและความรู้สึกใหม่เกิดขึ้นพร้อมกัน และอาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถานที่อายุ 150 ปีแห่งนี้ยังไม่รู้สึกล้าสมัย





Worth it
ครั้งนี้เราพักยัง Chao Phraya Suite ห้องสวีตหนึ่งห้องนอนขนาด 83 ตารางเมตร ซึ่งหลังจากใช้เวลาอยู่จริงแล้ว สิ่งที่ชอบไม่ใช่เพียงเรื่องขนาด แต่เป็นวิธีการแบ่งพื้นที่ที่ทำให้ห้องมีความรู้สึกคล้ายบ้านพักมากกว่าห้องโรงแรม
ภายในแยกพื้นที่นั่งเล่น ห้องนอน และมุมรับประทานอาหารสำหรับ 4 คนออกจากกัน มี Service Pantry สำหรับรองรับการเสิร์ฟอาหาร รวมถึง Walk-in Dressing Area ส่วนห้องน้ำใช้หินอ่อนและมีทั้ง Walk-in Shower กับอ่างสำหรับแช่ตัว เป็นห้องที่ต่อให้พักหลายคืนก็ยังมีพื้นที่ให้แต่ละกิจกรรม แบบที่ไม่ต้องใช้ชีวิตทุกอย่างอยู่รอบเตียง
ส่วนที่เราชอบที่สุดคงเป็นหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานและระเบียงส่วนตัว ที่หันออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา วิวตรงนี้ไม่ได้หยุดนิ่งเลย ตั้งแต่ช่วงเช้าที่เรือเริ่มวิ่งไปมา กลางวันที่แม่น้ำคึกคัก ไปจนถึงช่วงเย็นที่แสงที่ตรงกับทิศตะวันตกพอดี และการมีระเบียงทำให้ห้องไม่ได้แค่เห็นวิวแม่น้ำผ่านกระจก แต่สามารถออกไปนั่งใช้เวลากับวิวตรงหน้าได้จริงๆ รายละเอียดการตกแต่งยังคงอิงกับความเป็นไทย ทั้งงานศิลปะ ลวดลาย และสีของผ้า แต่ตีความออกมาแบบร่วมสมัยขึ้น จึงไม่รู้สึกเหมือนห้องโรงแรมไทยแบบดั้งเดิม




อีกสิ่งที่ทำให้การพัก 3 วัน 2 คืน รอบนี้รู้สึกเต็มขึ้นมาก คือเราแทบไม่ได้ออกจากโรงแรมเลย เพราะตั้งใจใช้เวลาเก็บประสบการณ์ห้องอาหารให้ครบ ตั้งแต่มื้อที่ Anne-Sophie Pic at Le Normandie ซึ่งเป็นบทใหม่ของ Le Normandie ร้านอาหารฝรั่งเศสเก่าแก่ของโรงแรม ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ Anne-Sophie Pic และได้รับ 2 ดาวมิชลิน เมนูยังคงยึดพื้นฐานอาหารฝรั่งเศส แต่ตีความผ่านแนวคิดแบบที่เป็นลายเซ็นของเชฟ ทำให้ร้านนี้ไม่ได้รู้สึกเหมือนแค่การรีแบรนด์ของ Le Normandie เดิม แต่เป็นการพาร้านเก่าเข้าสู่บทใหม่อย่างจริงจัง


อีกมื้อเราเลือกข้ามเรือไปที่ Baan Phraya ห้องอาหารไทยในเรือนไม้อายุกว่าร้อยปีฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ซึ่งเดิมเคยเป็นบ้านของพระยามไหสวรรย์และคุณหญิงเลื่อน มไหสวรรย์ ก่อนถูกนำกลับมาใช้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องอาหารไทยร่วมสมัยผ่านฝีมือของ เชฟป้อม-พัชรา พิระภาค ที่หยิบทั้งอาหารพื้นถิ่นและอาหารชาววังมาตีความใหม่ จุดที่ทำให้มื้อนี้ต่างจากห้องอาหารอื่นไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นการนั่งกินอยู่ในบ้านเก่าริมน้ำที่ยังเก็บโครงสร้างไม้สักและรายละเอียดดั้งเดิมเอาไว้ ทำให้บรรยากาศของมื้ออาหารมีเรื่องราวไปพร้อมกับรสชาติ
ส่วนอีกห้องที่เราแวะคือ The China House by Chef Fei ซึ่งมาในทิศทางอาหารจีนกวางตุ้งและเฉาซานมากขึ้น ภายใต้การดูแลของ Chef Fei เมนูเน้นรสชาติแบบดั้งเดิม แต่ปรับให้ร่วมสมัยขึ้น พร้อมทั้งมี Tea Bar และ Cocktail Bar แยกเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ทำให้มื้อนี้มีคาแรกเตอร์ต่างจากสองร้านแรกค่อนข้างชัด




เรายังแวะไป The Oriental Spa ที่อยู่ในเรือนไม้ ซึ่งยังคงหยิบศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบเอเชียมาผสมกับเทคนิคสมัยใหม่อยู่ในบรรยากาศที่สงบมาก
เราว่าจุดแข็งของโอเรียนเต็ลวันนี้คือการที่โรงแรมไม่ได้มีแค่ของเก่าให้กลับไปคิดถึง แต่มีเหตุผลใหม่ๆ ให้ใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน ตั้งแต่ห้องพัก ร้านอาหาร ไปจนถึงสปา โดยทั้งหมดก็ยังเชื่อมกลับไปหาบุคลิกเดิมของโรงแรมได้อย่างเป็นธรรมชาติ

Good for
ใครที่ชอบโรงแรมซึ่งมี sense of place ชัดเจน และอยากให้สถานที่ที่พักมีเรื่องราวมากกว่าแค่ห้องสวย รวมถึงคนที่กำลังมองหาการ Staycation ริมแม่น้ำสำหรับโอกาสพิเศษ และตั้งใจใช้เวลาอยู่ในโรงแรมจริงๆ
ส่วนใครที่ไม่ได้กลับมาโอเรียนเต็ลมาหลายปี ปีที่โรงแรมมีอายุครบ 150 ปี อาจเป็นช่วงที่ดีที่จะกลับมาอีกครั้ง เพราะความน่าสนใจของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำทุกอย่างให้ดูใหม่ แต่อยู่ที่การรู้ว่า อะไรควรเปลี่ยน และอะไรดีอยู่แล้วจนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปซะหมด
Mandarin Oriental Bangkok
Location: ซอยเจริญกรุง 40 กรุงเทพฯ
Budget: เริ่มต้นที่ 25,000++ บาทต่อคืน (ราคาปรับเปลี่ยนตามประเภทห้องพักและช่วงเวลา)
Website: https://www.mandarinoriental.com/en/bangkok/chao-phraya-river
Facebook: https://www.facebook.com/MandarinOrientalBangkok
Instagram: https://www.instagram.com/mo_bangkok/

