ไม่ใช่เพราะคนต่างชาติเขาเป็นคนดีมากกว่าเรา เขาถึงจัดการขยะได้ดี แต่เพราะเขามีกฎหมายที่ดี มีระบบเชิงโครงสร้างรองรับต่างหาก
ก้อง-ชณัฐ วุฒิวิกัยการ, เจ้าของเพจ KongGreenGreen
หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นเสียงของ ‘ก้อง-ชณัฐ วุฒิวิกัยการ’ หรือ KongGreenGreen จากคลิปสั้นที่ชวนเราแยกขยะ ลดพลาสติก และลองใช้ชีวิตแบบ Zero Waste ทีละนิด แต่ช่วงหลังเรื่องที่ก้องพูดถึงเริ่มกว้างขึ้น ตั้งแต่ Climate Change, Biodiversity ไปจนถึงคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ต่อให้เราพยายามรักษ์โลกกันคนละไม้คนละมือ แล้วถ้า ‘ระบบ’ รอบตัวยังเหมือนเดิม เราจะไปได้ไกลแค่ไหน
คำถามนี้พาเขามาสู่ภารกิจใหม่ในปีนี้ นั่นคือการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่กำลังผลักดัน ‘ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ฉบับประชาชน’ กฎหมายที่ไม่ได้พูดเพียงเรื่องว่าเราควรแยกขยะอย่างไร แต่กำลังชวนประเทศไทยเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องทรัพยากรทั้งระบบ ตั้งแต่ก่อนสินค้าหนึ่งชิ้นจะถูกผลิต จนถึงวันที่หมดอายุการใช้งาน
ประเด็นสำคัญ
Eco-Curious ตอนนี้ เราเลยชวน KongGreenGreen มาคุยกันว่า ทำไมเรื่องขยะถึงต้องมีกฎหมาย และกฎหมายที่ฟังดูไกลตัวนี้ จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรามากแค่ไหน
ดูรายการเต็มได้ที่: www.instagram.com/p/DIfWiR4Kjv0


Who is ‘KongGreenGreen’
ถ้าย้อนกลับไปช่วงแรก หลายคนน่าจะรู้จัก KongGreenGreen ในฐานะครีเอเตอร์สายสิ่งแวดล้อมที่หยิบเรื่อง Zero Waste และการแยกขยะมาเล่าให้เข้าใจง่าย แต่ยิ่งทำคอนเทนต์ ก้องยิ่งพบว่าสิ่งแวดล้อมแทบทุกเรื่องเชื่อมโยงถึงกัน ตั้งแต่ขยะ โลกร้อน ธรรมชาติ ไปจนถึง Biodiversity
“พอเราทำไปทำมา รู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมมันโยงเข้าหากันไปหมดเลย”
จากคนที่เคยชวนทุกคนเริ่มต้นด้วยการแยกขยะ วันนี้ความสนใจของเขาขยับจากคำถามว่า ‘เราจะแยกขยะอย่างไร’ ไปสู่ ‘ทำอย่างไรให้ระบบทำให้ทุกคนสร้างขยะน้อยลงตั้งแต่แรก’ และกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาเข้าร่วมกับภาคีเครือข่ายในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน
“ทุกวันนี้เวลาเราพูดถึงปัญหาขยะ เรามักเริ่มต้นกันที่ปลายทาง เช่น ต้องแยกอย่างไร รีไซเคิลอย่างไร จะฝังกลบหรือเอาไปผลิตพลังงานดี แต่แนวคิด Circular Economy อยากขยับคำถามกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่ก่อนของชิ้นหนึ่งจะกลายเป็นขยะ”
หัวใจของเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเป็นการเปลี่ยนจากระบบ ‘ผลิต-ใช้-ทิ้ง’ ให้ทรัพยากรหมุนเวียนอยู่ในระบบให้นานที่สุด ตั้งแต่การลดการใช้ทรัพยากร การออกแบบให้ซ่อมง่าย ใช้ซ้ำได้ ไปจนถึงนำกลับมารีไซเคิลได้จริง ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับประชาชนกำลังพยายามผลักดัน
ตัวอย่างง่ายๆ ที่ก้องยกขึ้นมาคือระบบมัดจำบรรจุภัณฑ์ในหลายประเทศ เมื่อเราซื้อเครื่องดื่ม ราคาจะรวมค่ามัดจำขวดหรือกระป๋องเอาไว้ และเมื่อเอาบรรจุภัณฑ์กลับไปคืน ก็ได้เงินหรือเครดิตกลับมา สิ่งที่เราเคยมองว่าเป็น ‘ขยะ’ จึงกลายเป็นของที่มีมูลค่า และมีระบบรองรับว่าจะเดินทางไปไหนต่อ


How sustainable is it?
สิ่งที่น่าสนใจของ พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน คือไม่ได้กำลังบอกให้ผู้บริโภค ‘พยายามรักษ์โลกให้มากกว่าเดิม’ แต่พยายามทำให้การรักษ์โลกกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นผ่านระบบที่ดีขึ้น
หนึ่งในหลักการสำคัญคือการเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) จากเดิมที่หน้าที่ของผู้ผลิตอาจสิ้นสุดเมื่อสินค้าถูกขายออกไป กลายเป็นว่าต้องคิดต่อด้วยว่า เมื่อของชิ้นนั้นหมดอายุแล้วจะถูกเก็บกลับ ซ่อม ใช้ซ้ำ หรือจัดการอย่างไร
นั่นอาจหมายถึงวันที่โทรศัพท์ ตู้เย็น หรือไมโครเวฟเสีย เราไม่จำเป็นต้องยืนงงว่าจะเอาไปทิ้งที่ไหน เพราะมีระบบรับคืนที่ชัดเจน หรือวันที่อุปกรณ์บางอย่างเสีย เราอาจไม่ต้องถูกผลักให้ซื้อของใหม่ทันที เพราะหนึ่งในแนวคิดที่ร่างกฎหมายให้ความสำคัญคือ Right to Repair หรือ ‘สิทธิในการซ่อม’ เพื่อยืดอายุของสินค้าและลดการใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น
“เมื่อก่อนผู้ผลิตขายเสร็จคือจบ แต่ต่อไปนี้เมื่อสินค้ากลายเป็นขยะ คุณยังต้องรับผิดชอบต่อ”
แต่บทสนทนาที่เราชอบที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องกฎหมาย หากเป็นตอนที่ก้องพูดถึงสิ่งหนึ่งที่เขาเรียนรู้มาตลอดการทำ KongGreenGreen นั่นคือ การรักษ์โลกควรมาพร้อมกับ Empathy เขาเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยหงุดหงิดเวลาคุณพ่อซื้ออาหารกลับบ้านแล้วมีถุงพลาสติกติดมาด้วย ก่อนจะกลับมาคิดได้ว่า ที่จริงพ่อเพียงอยากซื้ออาหารมาให้ลูกกิน
“การห่วงใยสิ่งแวดล้อม มันควรจะต้องมี Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจมนุษย์ด้วยกัน คนรักษ์โลกไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้บนบ่า ไม่ต้องเครียด แค่เปลี่ยนทีละสเต็ปก็พอ”
แทนที่จะคาดหวังว่าทุกคนต้องพร้อมเสียสละหรือเปลี่ยนพฤติกรรมพร้อมกันทั้งหมด เขามองว่าเพียงเรามี Awareness ก่อนตัดสินใจก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว ซื้อของชิ้นนี้เพราะจำเป็นจริงไหม? จะใช้ได้นานแค่ไหน? หรือมีทางเลือกอื่นหรือเปล่า?



แล้วคนตัวเล็กๆ อย่างเราจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง
นี่อาจเป็นคำถามคลาสสิกที่สุดของการรักษ์โลก เพราะเมื่อเทียบการไม่รับหลอดหนึ่งอันกับปัญหา Climate Change หรือขยะหลายล้านตัน การกระทำของคนคนเดียวดูเล็กเสียจนแทบไม่มีความหมาย
แต่สำหรับก้อง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกับพฤติกรรมส่วนบุคคลไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
“ถ้าลูกค้าหนึ่งคนบอกคาเฟ่ว่าไม่รับหลอด อาจยังไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าคน 50 คนพูดเหมือนกันทุกวัน วันหนึ่งบริการของร้านก็อาจเปลี่ยน เมื่อพฤติกรรมเกิดซ้ำมากพอ มันกลายเป็นนิสัย เมื่อคนทำเหมือนกันมากพอ มันกลายเป็นวัฒนธรรม และเมื่อเสียงของคนจำนวนมากดังพอ มันสามารถกลายเป็นแรงผลักให้ธุรกิจและระบบเปลี่ยนตาม”
ก้องจึงเสนอวิธีเริ่มต้นที่ง่ายมากว่า ถ้า Zero Waste ดูยากเกินไป เลือกขยะเพียงหนึ่งอย่างที่ปีนี้เราจะพยายามไม่รับ อาจเป็นถุงพลาสติก หลอด หรือแก้วกาแฟ เมื่อทำจนเป็นนิสัยแล้ว ปีหน้าค่อยเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง
“ถ้า zero waste มันดูยากเกินไป ลองตั้งโจทย์แค่ขยะประเภทเดียวก่อนที่คุณจะไม่รับมันเลย เอาชนะทีละอย่าง ทำจนเป็นนิสัย แล้วค่อยเพิ่มอีกสเต็ป… การรักษ์โลกมัน friendly ได้ ไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองหรือคนอื่น”
สำหรับใครที่สนใจพ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อทะลุ 20,000 รายชื่อแล้ว (เกินขั้นต่ำ 10,000 รายชื่อ) แต่ยังต้องการพลังเสียงเพิ่มเพื่อสร้างน้ำหนักในชั้นกรรมาธิการและสภาผู้แทนราษฎร สามารถร่วมลงชื่อได้ง่ายๆ ภายใน 2 นาที ที่เว็บไซต์ https://thailandcenetwork.org หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Thailand Circular Economy เครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน

