เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภควิจารณ์บทบาท ‘ต่อพงศ์ เสลานนท์’ หลังยังร่วมประชุมออนไลน์กับ ‘สรณ’ ต่อเนื่อง ชี้ปัญหาคุ้มครองผู้บริโภคสะสม ทั้งผลกระทบจากการควบรวมและภัย SMS แนบลิงก์ ย้ำเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้บอร์ดเดินหน้าประชุมได้
วันนี้ (15 กันยายน) สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค หรือสภาผู้บริโภค โพสต์ข้อความเรียกร้องความรับผิดชอบจาก ต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยขอให้ร่วมมือกับกรรมการ กสทช. อีก 5 คนที่เหลือ เพื่อเดินหน้าการประชุมและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
สารีระบุว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตนไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมของ iLaw และภาคประชาชนบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เนื่องจากป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่ได้อ่านโพสต์ของ ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ซึ่งเดินทางไปร่วมกิจกรรมและระบุว่า เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับความถูกต้องและความเป็นธรรม ประชาชนไม่ควรนิ่งเฉย และต้องการเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปด้วยความถูกต้องและเป็นธรรม
สารีกล่าวว่า ข้อความดังกล่าวทำให้นึกถึงบทบาทของต่อพงศ์ ภายหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. แต่ต่อพงศ์ยังปรากฏเป็นข่าวว่าเข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์กับ นพ.สรณ รวม 9 ครั้ง นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ สละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. จากปัญหาคุณสมบัติตามกฎหมาย ขณะที่การประชุมบอร์ด กสทช. ประสบปัญหาองค์ประชุมไม่ครบต่อเนื่อง หลังกรรมการบางส่วนยืนยันไม่เข้าร่วมประชุมที่มี นพ.สรณ ทำหน้าที่ประธาน เนื่องจากกังวลถึงความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมและมติที่จะเกิดขึ้น
สารีเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับคดีที่สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องเกี่ยวกับการควบรวมกิจการโทรคมนาคม โดยระบุว่า เมื่อศาลปกครองไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา กระบวนการควบรวมก็ยังเดินหน้าต่อไป ดังนั้น เมื่อยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองในกรณีของ นพ.สรณ จึงเห็นว่ามติเอกฉันท์ของคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยเรื่องการสละสิทธิ์ต้องถือเป็นผลที่มีอยู่ในปัจจุบันเช่นกัน
เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภคยังวิจารณ์ว่า การคุ้มครองผู้บริโภคในช่วงหลายปีที่ผ่านมาล้มเหลวอย่างมาก โดยเฉพาะมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค 12 ข้อ ภายหลัง กสทช. มีมติรับทราบการรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค รวมถึงการรวมธุรกิจระหว่าง AIS และ 3BB ซึ่งสารีเห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ให้เกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ผู้บริโภคต้องเผชิญภาระทั้งด้านราคาและคุณภาพบริการ
สารีระบุด้วยว่า ต่อพงศ์ดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และด้านกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีมาตรการห้ามแนบลิงก์มากับข้อความ SMS ทั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ยุติการส่งลิงก์ผ่าน SMS มาระยะหนึ่งแล้ว
นอกจากนี้ สารียังตั้งคำถามต่อข้อมูลที่ว่า ต่อพงศ์อาจมอบหมายให้กรรมการคนอื่นทำหน้าที่ประธานอนุกรรมการแทนอยู่บ่อยครั้ง โดยระบุว่ายังไม่ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏเป็นหลักฐานคือข้อมูลจากรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ประจำปี 2566 ซึ่งระบุว่า ต่อพงศ์ปฏิบัติงานในต่างประเทศรวม 51 วัน
สารีตั้งข้อสังเกตว่า หากเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศเฉลี่ยปีละประมาณ 50 วัน เมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระ 6 ปี อาจเท่ากับใช้เวลาปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศรวมเกือบหนึ่งปี พร้อมตั้งคำถามว่า การเดินทางดังกล่าวสร้างผลลัพธ์ต่อภารกิจของ กสทช. และการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไร รวมถึงสามารถดึงผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาเพิ่มการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมได้หรือไม่
“น่าประหลาดใจมาก สำนึกรับผิดชอบและความกล้าหาญทางจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของ กสทช. ที่จะช่วยทำให้ กสทช. หลุดจากหลุมดำ หาไม่ได้แล้วจริงๆ ใช่หรือไม่” สารีระบุ
ช่วงท้าย สารีเรียกร้องให้ต่อพงศ์ใช้เสียงของตนร่วมแก้ไขปัญหาและทำงานกับกรรมการ กสทช. คนอื่นที่เหลือ เพื่อให้บอร์ดสามารถเดินหน้าประชุมได้โดยไม่มีประธานที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าสละสิทธิ์จากตำแหน่งไปแล้ว
“คุณคือตัวจักรสำคัญที่ทำให้สามารถจัดประชุมได้โดยไม่มีประธานที่สละสิทธิ์การเป็น กสทช. ไปแล้ว นี่คือสิ่งที่สังคมเรียกร้อง สังคมต้องการความเปลี่ยนแปลงจากคุณในฐานะ กสทช. ถ้ายังใช้เรียกตัวคุณว่ามาจากภาคประชาสังคม” สารีระบุ
ก่อนหน้านี้ สภาผู้บริโภคเคยเรียกร้องให้กรรมการ กสทช. เร่งหาทางจัดประชุมเพื่อสะสางวาระที่ค้างอยู่จำนวนมาก พร้อมจัดการปัญหาสถานะของ นพ.สรณ และเร่งกระบวนการเลือกประธานคนใหม่ เนื่องจากความไม่ชัดเจนดังกล่าวอาจกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติ กสทช. และสิทธิของผู้บริโภคในวงกว้าง


