วันนี้ (9 กันยายน) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการนัดประชุมครั้งที่ 25/2569 ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 9 หลังจากที่การประชุมล่มมาแล้วถึง 8 ครั้ง การประชุมครั้งนี้มีวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งพิจารณาจำนวน 193 วาระ จากวาระที่เสนอบรรจุทั้งหมดจำนวน 82 วาระ
เวลา 10.30 น. ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่หน้าห้องประชุมโดยระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมวันนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ โดยมีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ เป็นกรรมการ 2 ท่านปรากฏอยู่ในระบบ แต่กลับไม่ได้แสดงตนเพื่อเข้าร่วมประชุมอย่างเป็นทางการ ซึ่งขัดต่อมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ที่กำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดการประชุมต้องจัดให้ผู้ร่วมประชุมแสดงตนก่อนเข้าร่วมการประชุม
ดร.พิรงรอง ยังกล่าวถึงกรณีที่กรรมการ 3 ท่าน ได้ทำหนังสือขอให้สำนักงาน กสทช. จัดการประชุม โดยอ้างอิงคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ระบุว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคม อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้ดำเนินการจัดประชุมตามคำขอ โดยอ้างว่ามีการกำหนดปฏิทินการประชุมไว้ล่วงหน้าแล้ว
ดร.พิรงรอง ตั้งข้อสังเกตว่า การนัดประชุมตามปฏิทินเดิมนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยแล้ว จึงต้องพิจารณาว่าการนัดประชุมดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขณะที่ ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้มีหนังสือตอบกลับโดยอ้างระเบียบข้อบังคับการประชุมที่กำหนดให้แจ้งนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน เว้นแต่ประธานจะเห็นสมควรให้นัดเร็วกว่านั้น พร้อมยืนยันจะยึดปฏิทินการประชุมเดิมในวันที่ 9 และ 10 กันยายน หากกรรมการต้องการประชุมนัดพิเศษให้เสนอวันเพื่อให้ประธาน กสทช. พิจารณาตามระเบียบ
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง ยืนยันว่ากรรมการทั้ง 3 ท่านพร้อมเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง และที่ผ่านมาแทบไม่เคยขาดประชุม จึงหวังว่าจะสามารถจัดประชุมได้โดยเร็วเพื่อยุติสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ
ด้าน ดร.ศุภัช ศุภัชลาศัย กรรมการ กสทช. ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ระเบียบข้อบังคับการประชุม กสทช. เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าระดับพระราชบัญญัติ อีกทั้งการขอประชุมครั้งนี้เป็นการอ้างอิงมาตรา 20 วรรคสาม และคำสั่งศาลปกครองสูงสุด จึงไม่ควรนำเงื่อนไขการแจ้งประชุมล่วงหน้า 7 วันมาเป็นข้อจำกัด เนื่องจากเป็นการดำเนินการภายใต้คำสั่งศาล
สำหรับแนวทางหลังจากนี้ ดร.พิรงรอง เปิดเผยว่า อาจมีการทำหนังสือถึงกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 ท่านอีกครั้ง เพื่อขอให้ร่วมกันพิจารณาจัดประชุม โดยจะพยายามดำเนินการภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้การทำงานของ กสทช. สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ขณะเดียวกัน พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า ในฐานะกรรมการมีหน้าที่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง แต่หากสำนักงาน กสทช. ยังคงยืนยันไม่สนับสนุนการจัดประชุม และเดินหน้าตามแนวทางของประธาน กสทช. การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามย่อมเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของกรรมการ โดยกรรมการจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ขอบเขตและพยายามผลักดันให้เกิดการประชุมต่อไป
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ยอมรับว่า รู้สึกกังวลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร หากหน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศถูกมองว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือหลักธรรมาภิบาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงบั่นทอนความน่าเชื่อถือของ กสทช. ในภาพรวมอีกด้วย


