คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา โดยในช่วงบ่ายได้มีวงเสวนาเพื่อจับตามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่าจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ในสำนวนคดีการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือไม่
ประเด็นสำคัญ
กรรมการต้องตัดสินอย่าง ‘วิญญูชน’ ชี้แจงความเห็นข้างน้อย
ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ กรรมการกฤษฎีกา อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยอมรับว่า ตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำคลอด กกต. เพราะเคยร่วมอยู่ในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2540 ซึ่งอาจใช้สำนวนไทยได้ว่า ‘หนีเสือปะจระเข้’ โดย ‘เสือ’ เดิมคือปัญหาการเลือกตั้งที่จัดโดยกระทรวงมหาดไทย ที่อาจมีความเสี่ยงให้เกิดการแทรกแซงได้โดยเครือข่ายท้องถิ่น
จากนั้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงมีแนวคิดให้มีคณะบุคคลที่เป็นอิสระและเป็นกลางมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง โดยเราไม่ได้คิดไปไกลถึงว่าองค์กรดังกล่าวจะมีองคาพยพกว้างขวางในระดับใกล้เคียงกับกระทรวง พร้อมเปิดเผยว่า ในขณะนั้นใช้ กกต. ของอินเดียเป็นโมเดล ทำให้มีคำตอบเบื้องต้นคือ ถ้าเรามีวุฒิสภาที่เป็นอิสระ เราก็จะมี กกต. ที่เป็นอิสระ ที่วุฒิสภาเป็นผู้กลั่นกรองมาให้
ศ.พิเศษธงทองชี้ว่า วุฒิสภาที่เป็นอิสระนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว เพราะเป็น สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีหัวคะแนนในพื้นที่เลือกตั้งเดิม เป็นเหตุให้ กกต. ไม่เป็นกลางไปด้วย นำมาสู่ปัจจุบันที่กลายเป็น กกต. ไม่เป็นกลาง ทำให้ได้ สว. ที่ไม่เป็นกลาง สารตั้งต้นจึงเริ่มมาด้วยลักษณะนี้
“สถานการณ์จึงกลับมาที่ประโยคแรกคือ ผมหนีเสือมาจากกระทรวงมหาดไทย ตอนนี้ผมปะจระเข้อยู่” ศ.พิเศษธงทองกล่าว
ศ.พิเศษธงทองยังกล่าวถึงข้อความตามกฎหมายว่า “ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” โดยมองว่า สามารถตีความได้ว่าใครเชื่อ ซึ่งตามกฎหมายบอกว่าเป็นกรรมการ และกรรมการนั้นต้องวางตัวเป็นวิญญูชน คือผู้มีเหตุผลธรรมดาเหมือนมนุษย์ทั่วไป สำหรับพยานหลักฐานต่างๆ บุคคลก็ถือว่ามีน้ำหนักแต่คนก็โกหกได้ แต่เราจะมองข้ามพยานหลักฐานที่เป็นเอกสาร หรือข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้หรือ และหาก กกต. เห็นต่างจากวิญญูชนทั่วไป ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าเพราะอะไร
นอกจากนี้ หากมติของ กกต. ออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ ต้องอธิบายว่าความเห็นที่แตกต่างกันคือตรงไหน เพื่อให้ประชาชนได้รับฟังว่า กกต. ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ไม่ใช่พวกมากลากไปเท่านั้น เหตุผลเหล่านั้นก็ต้องเป็นกฎหมายที่พิสูจน์ได้ และหากจริงใจก็ควรมาพูดกันต่อหน้า
เชื่อข้อพิรุธไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีผู้บงการเบื้องหลัง
ศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กกต. ที่ ศ.พิเศษธงทองระบุว่าได้ทำคลอดนั้นถือว่าแท้งไปแล้ว เพราะ กกต. ชุดนี้มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีความแตกต่างหลักคือ กกต. ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาจากการ สว. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ กกต. ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาจาก สว. ที่ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชนเลยเพราะมาจากการเลือกกันเอง อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2540 ยังมีมาตรการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มี
ส่วนประเด็นการเลือก สว. และเลือกตั้ง สส. 2569 นั้น มีปัญหาสืบเนื่องจากข้ออ้างของ กกต. ว่ามีกำลังคนไม่พอ และโอนอำนาจการรับสมัครไปให้กระทรวงมหาดไทย ดังนั้น จึงไม่ถือเป็นการหนีเสือปะจระเข้ แต่เป็นการรวมพลังกันระหว่างจระเข้และเสือ นำมาสู่ปัญหาช่วงการรับสมัคร เช่น การคัดกรองคุณสมบัติ รวมถึงการสมัครผิดกลุ่ม ซึ่งแม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการรวมพลังกัน แต่อย่างน้อยก็สะท้อนความหละหลวมของ กกต. ที่เปิดช่องโหว่ทางกฎหมายจนเกิดเป็นผู้สมัคร ‘พลีชีพ’
ศ.ดร.สิริพรรณชี้ให้เห็นว่าข้อพิรุธต่างๆ ตลอดการรับสมัคร ตั้งแต่เรื่องโพย การเดินทาง บัตรลงคะแนน ตลอดจนเส้นทางการเงิน ไม่ใช่ความผิดปกติจากพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นพฤติกรรมรวมหมู่ ซึ่งต้องมีผู้บงการอยู่ด้านหลัง กกต. จึงต้องบอกเราให้ได้ว่า เป็นความบังเอิญจริงหรือไม่ และจะให้เราเชื่อได้อย่างไร
“คำวินิจฉัยของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนจะเป็นแบบไหน โดยส่วนตัวถ้าให้เดา ก็จะออกที่ฟ้องบางส่วน ตัวเลขคือต้องรักษาเสียง 67 ในเชิงการเมืองคือจำนวนที่จะรักษาซึ่งฐานรากและกุญแจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนนูญ … ไม่ได้แปลว่าไม่อนุญาตให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่จะแก้ไปในทิศทางที่กำกับได้ ซึ่งต้องใช้ สว. 67 เสียง หรือ 1 ใน 3” สิริพรรณกล่าว
14 ก.ย. เดิมพันประชาธิปไตยไทย เสื่อมทรุดหรือยังฟื้นฟูได้
รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุถึงวันที่ 14 กันยายนที่จะถึงนี้ว่า เดิมพันของสังคมไทยต่อกรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง สว. แต่เป็นเรื่องที่ประชาธิปไตยจะเสื่อมทรุดไปมากกว่านี้ หรือยังพอฟื้นฟูกลับมาได้ การตัดสินใจสำคัญของ กกต. จะมีนัยสำคัญมากต่อประชาธิปไตยไทย โดยคำว่าเสื่อมทรุดนี้มาจากการสำรวจและเก็บข้อมูลขององค์กรนานาชาติที่มองมายังประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีการเลือกตั้งตลอดมา แต่ก็ถูกจัดอยู่ในประเทศที่ประชาธิปไตยมีข้อบกพร่อง เนื่อง 3 เสาหลักถดถอยลงทุกด้าน ได้แก่ การเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม, การใช้อำนาจต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุล และสิทธิเสรีในการแสดงออกและมีส่วนร่วมของประชาชน
รศ.ดร.ประจักษ์มองว่า ตามหลักการนั้นการมีองค์กรอิสระถือว่าถูกต้อง แต่ถ้ามีองค์กรอิสระซึ่งกลายเป็นอำนาจที่ 4 หรือเปรียบเสมือนยักษ์ที่มีกระบอง ซึ่งเราคาดหวังให้ยักษ์มาตรวจสอบอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ทว่ายักษ์กลับนำกระบองมาคุ้มครองคนที่มีอำนาจอยู่แล้วให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น กลายเป็นว่า ขณะนี้มีกลุ่มการเมืองเดียวสามารถกุมอำนาจได้ถึง 3 ใน 4 ของอธิปไตยของประชาชน ซึ่งถือเป็นอันตรายยิ่งกว่าไม่มีองค์กรอิสระเสียอีก
“วันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. อยู่บนทางแพร่งแล้ว การตัดสินใจของ กกต. จะมีผลทั้งกับความเชื่อมั่นศรัทธาที่คนจะมีต่อ กกต. เอง และจะมีผลด้วยว่าประชาธิปไตยไทยจะเสื่อมทรุดลงไปกว่านี้หรือเปล่า ซึ่งผมกังวลว่าจะเป็นอย่างนั้น มากกว่าจะถูกฟื้นฟูกลับขึ้นมา” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
รศ.ดร.ประจักษ์วิเคราะห์แบบมองโลกในแง่ร้าย ว่าหากมีความต้องการรักษารัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นกล่องดวงใจในการตรึงสังคมไทยให้อยู่ในสภาพนี้ หากมีการสั่งฟ้องไม่ว่าจำนวนเท่าไร ศาลฎีกาก็อาจพยานหลักฐานหรือสืบสวนเพิ่ม ทำให้จำนวน สว. อาจมากกว่า 67 ไปอีกได้ ดังนั้น การปกป้องรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ก็ต้องไปด้วยกันกับการปกป้อง สว. ส่วนตัวจึงมีความเป็นห่วงว่า ผู้ที่กุมอำนาจอยู่ในปัจจุบันจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น











