นักวิชาการ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนักกฎหมาย เรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ให้ศาลฎีกาพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม ในการลงมติวันที่ 14 กันยายนนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาการเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีพระคุณ และเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสขององค์กร
ในการเสวนาหัวข้อ ‘วิกฤตศรัทธา (สภา) สูง โอกาสและความท้าทายในการเมืองไทย’ ฝจัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ชยพล สท้อนดี สส. กทม. พรรคประชาชน, โคทม อารียา อดีต กกต., สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ และ มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มุนินทร์ชี้แจงถึงหลักกฎหมายในการวินิจฉัยคดีการเลือก สว. ตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ว่า หน้าที่ของ กกต. คือการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเบื้องต้นในลักษณะเดียวกับพนักงานอัยการเพื่อประเมินการชี้มูล ไม่ใช่การทำหน้าที่ตัดสินความผิดเด็ดขาด อำนาจในการพิสูจน์ความผิดเป็นของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กกต. อาจจำกัดวงผู้กระทำผิดไว้เพียงผู้สมัครรับเลือกตั้งถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากบุคคลใดที่รู้เห็นหรือกระทำการทุจริตย่อมเข้าข่ายเป็นผู้กระทำผิดได้ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ มุนินทร์ระบุว่าการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 และความพยายามจำกัดนิยามคำว่า “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า” เป็นการทำงานที่อาจขัดต่อกฎหมาย สร้างความเคลือบแคลงต่อสังคม และทำให้ประชาชนเพิ่มความสงสัยในกระบวนการพิจารณาพยานหลักฐาน หาก กกต. ไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย อาจนำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ทบทวนมติของ กกต. ในภายหลัง
“ความพยายามดึงเวลายิ่งสงสัยพยานหลักฐานจากที่เคยสงสัย 70% จะกลายเป็น 100% แต่ไม่ว่าจะสงสัยระดับใด ต้องเข้าสู่การพิสูจน์ของศาลแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้คนที่ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ตัวเอง” มุนินทร์กล่าว
สฤณี อาชวานันทกุล อธิบายเสริมถึงประเด็นพยานหลักฐานทางการเงิน โดยระบุว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ทำงานรวบรวมหลักฐานอย่างละเอียดและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่สามารถชี้แจงได้ การตรวจพบเส้นทางการเงินที่โอนให้ผู้สมัครหลายรายก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน โดยมีข้ออ้างที่ไม่สอดคล้องกับบริบท เช่น การอ้างว่าจ่ายหนี้ เช่าพระ หรือซื้อปุ๋ย ถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอในการส่งฟ้องบุคคลทั้ง 229 คน เฉพาะพยานหลักฐานในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียงจังหวัดเดียวก็มีความชัดเจนเพียงพอ
พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการพยายามยึดโครงสร้างอำนาจรัฐผ่านสภาสูงเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ที่ต้องการให้สภาสูงมีมาตรฐานจริยธรรม
“เราคาดหวังสภาสูงเพราะชื่อบอกอยู่แล้วว่าต้องเป็นที่ของผู้มีวิจารณญาณ มีวุฒิภาวะ มีมาตรฐานจริยธรรมขั้นสูงสุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นตลกร้าย ซึ่งกลายเป็นศาลฎีกาเท่านั้นที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการทลายสิ่งเหล่านี้” สฤณีระบุ
สฤณีเน้นย้ำว่า กกต. ชุดปัจจุบันเข้าสู่ตำแหน่งผ่านการรับรองของวุฒิสภาชุดก่อน ตามหลักธรรมาภิบาลพื้นฐาน กกต. จึงควรส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลฎีกาตัดสิน เพื่อแสดงความชัดเจนว่าองค์กรไม่ได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้มีพระคุณตามที่อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์
ด้านโคทมให้ความเห็นต่อภาพรวมการทำงานของ กกต. ในการจัดการเลือก สว. ว่า กระบวนการที่ผ่านมาสะท้อนว่า กกต. ไม่สามารถรับมือกับกลุ่มบุคคลที่มีความสามารถในการจัดตั้งได้ และบุคคลที่ออกมาปกป้องกระบวนการนี้มักเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์
การทำงานของ กกต. ปัจจุบันขาดการอธิบายเหตุผลที่ชัดเจนต่อสาธารณะ โดยเฉพาะกรณีการตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งไม่เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติปกติ
อย่างไรก็ตาม โคทมยังคงสนับสนุนให้มีองค์กร กกต. ต่อไป เพื่อป้องกันการโอนอำนาจจัดการเลือกตั้งกลับไปยังกระทรวงมหาดไทย แต่เสนอให้ปรับปรุงกระบวนการสรรหาและกลไกการตรวจสอบเอาผิด กกต. ให้รัดกุมขึ้นตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับการลงมติในวันที่ 14 กันยายนนี้ โคทมประเมินว่า กกต. ต้องเลือกระหว่างการคุ้มครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน พร้อมระบุว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่มีขนาดใหญ่จนไม่อยู่ในวิสัยที่จะปกปิดได้
พร้อมเสนอให้ กกต. นำสำนวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ส่งศาลพิจารณา หากมีความเชื่อถือในพยานหลักฐานเพียงร้อยละ 10 ก็ควรส่งให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณา เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามและเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างเสมอภาค
“ผมเดาความรู้สึก กกต. ว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ จะเลือกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคุ้มครอง หรือให้ประชาชนจะคุ้มครอง ซึ่งช้างตายทั้งตัวจะเอาใบบัวปิดมิดหรือไม่” โคทมกล่าว








