วันนี้ (5 กันยายน) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ ถึงทิศทางและนโยบายการปรับระบบราชการไทย โดยระบุชัดเจนว่าขอหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าปฏิรูประบบราชการ เนื่องจากมักเป็นภาพจำของการตั้งคณะกรรมการศึกษาแต่ไม่เกิดการปฏิบัติจริง ทว่ารัฐบาลชุดนี้จะเน้นไปที่คำว่าการพัฒนาประสิทธิภาพ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ปกรณ์ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างภาครัฐ เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศพุ่งสูงถึง 73% ขณะที่งบลงทุนเหลือเพียง 20% หากไม่เร่งลดรายจ่ายส่วนนี้ ประเทศจะสูญเสียขีดความสามารถในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย
เพื่อแก้ปัญหานี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติแช่แข็งอัตรากำลัง โดยให้ยึดจำนวนกำลังคนในปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด และจะปล่อยให้ลดลงตามธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีทดแทนงานซ้ำซ้อน และเปิดรับรูปแบบการจ้างงานใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละภารกิจ แทนการผูกขาดด้วยระบบข้าราชการประจำเพียงอย่างเดียว โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่สามารถลดกระบวนงานจาก 170 ขั้นตอน เหลือเพียง 40-70 ขั้นตอน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการ
ในมิติของรัฐบาลดิจิทัล ปกรณ์ เน้นย้ำว่า ภาครัฐต้องเปลี่ยนรูปแบบข้อมูลจากกระดาษหรือไฟล์สแกน ให้เป็นข้อมูลที่เครื่องอ่านได้ (Machine-readable) เพื่อรองรับการวิเคราะห์ด้วย AI
หัวใจสำคัญคือทุกหน่วยงานต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้าหากัน ประชาชนต้องไม่ถูกบังคับให้ถ่ายสำเนาเอกสารที่ราชการเป็นผู้ออกให้ เพื่อนำกลับไปยื่นให้ราชการอีกต่อไป เพราะในมุมมองของประชาชน “รัฐคือหน่วยงานเดียวกัน” ไม่ว่าจะสังกัดกระทรวงใดก็ตาม
สำหรับการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รัฐบาลเตรียมผลักดันระบบ Super License เพื่อรวบรวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนให้เหลือเพียงใบเดียว (เช่น ธุรกิจโรงแรมที่เคยต้องขอถึง 18 ใบ) พร้อมเปิดช่องทาง Fast Track ให้ประชาชนและธุรกิจดำเนินการตามคู่มือได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อปิดช่องโหว่การใช้เส้นสายและการจ่ายเงินใต้โต๊ะ
นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังเดินหน้าทบทวนกฎหมายรองกว่า 7,600 ฉบับ โดยดึงภาคเอกชนที่เผชิญปัญหาจริงเข้ามาร่วมสะท้อนต้นทุนและอุปสรรค ก่อนนำเสนอ ครม. เพื่อแก้ไขให้ตรงจุด
“เป้าหมายสูงสุดคือเวลาการให้บริการประชาชนต้องลดลงอย่างน้อย 20-30% การเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่ต้องวัดผลได้จริงจากการที่ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว โปร่งใส และประเทศมีเม็ดเงินเหลือไปลงทุนสำหรับอนาคตมากขึ้น” ปกรณ์ กล่าว


