ท่ามกลางมรสุมพายุเศรษฐกิจและภาวะกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังคงชะลอตัว ส่งผลให้อุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อของประเทศไทยในปี 2569 มีอัตราการเติบโตเพียง 1.8% หรือคิดเป็นมูลค่ารวมราว 5.46 แสนล้านบาท แม้สื่อดิจิทัลจะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
ประเด็นสำคัญ
แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้สร้างสรรค์และผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่แบรนด์ต่างๆ พากันปรับลดงบประมาณโฆษณาลง แต่ถึงอย่างไรนั้น ในทุกๆ วิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่สำหรับผู้ที่พร้อมปรับตัวอยู่เสมอ
ทลายจุดอ่อน ‘พึ่งพิงตัวบุคคล’ คอขวดที่กั้นการเติบโต
วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด ประเมินภาพรวมของตลาดอีเวนต์และอุตสาหกรรมสื่อต่อจากนี้ว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีทั้งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวนและความปั่นป่วน ธุรกิจต้องรับมือกับความท้าทายหลายรูปแบบ
แม้ในอดีตการทำงานอาจวางแผนกันเป็นรายไตรมาสได้ แต่ปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการวางแผนงานกันแบบรายวัน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนและอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
หากมองย้อนกลับมาที่ บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด ในอดีต รายได้ทั้งหมดของบริษัทขึ้นอยู่กับแบรนด์ อิมแพกต์ และตัวตนของ ‘วู้ดดี้’ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า ในช่วงที่ธุรกิจกำลังรุ่งเรือง การบริหารจัดการรูปแบบนี้ทำได้ง่ายเพราะดูแลศิลปินเพียงคนเดียว แต่ในเชิงกลยุทธ์แล้ว สิ่งนี้กลับเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงมาก เพราะหากวันใดวันหนึ่งวู้ดดี้เกิดภาวะหมดไฟ รู้สึกเบื่อหน่าย หรือต้องการหลบไปบวชเรียน ธุรกิจทั้งระบบก็จะหยุดชะงักลงทันที
ทำให้การพึ่งพิงแบรนด์ด้วยบุคคลเพียงอย่างเดียว ทำให้รายได้ของบริษัทติดอยู่ที่ระดับร้อยกว่าล้านบาทมานานเกือบครึ่งทศวรรษ ซึ่งวู้ดดี้ยอมรับตามตรงว่า ตนเองนี่แหละที่เป็นเสมือนคอขวดตัวจริงในการเติบโตของบริษัท จนนำมาสู่คำถามใหญ่ที่ค้างคาใจมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมาว่า หากวันหนึ่งไม่มีวู้ดดี้แล้ว ระบบนิเวศและพนักงานทั้งหมดในองค์กรจะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร
ปรับโครงสร้างใหญ่สู่ ‘Ministry of Life’
คำถามสำคัญดังกล่าวได้กลายเป็นสารตั้งต้นที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานจากการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยตัวบุคคล เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นศูนย์กลางของคอนเทนต์และคอมมูนิตี้
แม้ในทางกฎหมาย ชื่อบริษัทที่ใช้จดทะเบียนจะยังคงเป็น บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด (Woody World) แต่บริษัทได้เปิดตัวชื่อและนิยามการดำเนินธุรกิจใหม่ในนาม ‘Ministry of Life’ หรือที่เรียกว่ากระทรวงชีวิต โดยจะดำเนินภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ Content การสร้างสรรค์เนื้อหา ตามด้วย Community การสร้างและดูแลกลุ่มสังคมของผู้รับชม รวมถึง Experience การส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่า และ Commerce การต่อยอดไปสู่โอกาสทางธุรกิจและการค้าใหม่ๆ
พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้รุกเข้าสู่ตลาด Health & Well-being อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากวิเคราะห์แล้วว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตสูงอย่างมากในระยะยาว
ในส่วนของการบริหารงาน เบื้องต้น ‘วู้ดดี้’ จะยังคงทำหน้าที่ในตำแหน่ง CEO ต่อไปอีกประมาณ 1–2 ปี เพื่อเซตและวางระบบองค์กรให้มีความสมบูรณ์ที่สุด จากนั้นภายใน 2 ปีข้างหน้า มีแผนที่จะขยับบทบาทไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการบริษัท เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกเข้ามารับผิดชอบการบริหารงานอย่างเต็มตัว พร้อมเน้นย้ำว่า บริษัทมีแผนการ Exit อย่างยั่งยืนวางไว้ในอนาคต
ปักธง 16 รายการใหม่ ตอบโจทย์ Insight ผู้บริโภค
สำหรับทิศทางในการดำเนินธุรกิจ Ministry of Life อยู่ระหว่างการเตรียมเปิดตัวรายการใหม่รวมทั้งหมด 16 รายการ ซึ่งคอนเทนต์เหล่านี้จะถูกนำไปต่อยอดสู่การสร้างคอมมูนิตี้และการจัดงานอีเวนต์ โดยมุ่งเน้นการตอบโจทย์กลุ่มผู้ชมและกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเฉพาะด้าน
ยกตัวอย่างรายการ Woody Talk รายการสนทนาและทอล์กโชว์ที่เป็นคอนเทนต์แฟลกชิปหลัก ตามด้วย Health & Well-being Content คอนเทนต์เจาะลึกด้านสุขภาพและการดูแลตัวเอง ต่อด้วย Finance & Investment Content: คอนเทนต์ด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารทรัพย์สิน และ Relationship Content คอนเทนต์ด้านความสัมพันธ์ การใช้ชีวิต และชีวิตคู่
“เป้าหมายระยะยาวของบริษัทคือ แต่ละรายการจะไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้าจอ แต่จะต่อยอดไปสู่การจัดกิจกรรมพิเศษและงาน Expo ใหญ่ที่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจของบริษัท” วู้ดดี้ ย้ำ
ในช่วงเวลาเดียวกัน การรุกผลิตรายการในหลากหลายเซกเมนต์นี้ มองว่ามีโอกาสได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะสะท้อนจากจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในประเทศไทย ในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีสูงถึง 56.6 ล้านบัญชี หรือคิดเป็น 79.1% ของประชากรทั้งหมด และ คาดการณ์ว่าในปีนี้ตัวเลขผู้ใช้งานจะยิ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก
นอกจากนี้ การกระจายเซกเมนต์คอนเทนต์ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ที่ไม่ต้องการเห็นการอัดโฆษณาที่ถี่หรือบ่อยเกินไป แต่ต้องการเห็นความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมรายการยุคใหม่จึงต้องแบ่งย่อยออกเป็นหลายเซกเมนต์เพื่อตอบโจทย์ความสนใจที่แตกต่างกัน
นำ AI เพิ่มสปีดการทำงาน เร็วสุดจบได้ใน 1 วัน
นอกเหนือจากรายการใหม่ บริษัทยังได้เปิดตัวธุรกิจ Collab ซึ่งเป็นบริการสร้างสรรค์คอนเทนต์ร่วมกับแบรนด์หรือพาร์ตเนอร์ต่างๆ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาประยุกต์ใช้ร่วมกับทักษะและความเชี่ยวชาญของทีมงานและพาร์ตเนอร์ในการผลิตคอนเทนต์
และ ผลจากการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการทำงานลงได้อย่างมหาศาล จากเดิมที่เคยต้องใช้เวลานานหลายเดือน เหลือเพียงประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น หรือในบางโปรเจกต์ที่มีความเร่งด่วน สามารถดำเนินการถ่ายทำและเผยแพร่ได้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว
ทั้งนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายรายได้จากธุรกิจ Collab ในปีแรกไว้ที่ประมาณ 50 ล้านบาท โดยจะเน้นการร่วมงานกับแบรนด์ที่มีแนวคิดและความเชื่อสอดคล้องกับ Ministry of Life ประมาณ 5–10 แบรนด์ ซึ่งมีงบประมาณเฉลี่ยราว 10 ล้านบาทต่อแบรนด์
กางโครงสร้างรายได้ใหม่ ปรับสัดส่วนรายได้ พร้อมเปิดรับผู้ร่วมทุน S2O / K2O
เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างรายได้และการเติบโต หากย้อนไปในยุคโทรทัศน์ รายการ วู้ดดี้เกิดมาคุย เพียงรายการเดียว สามารถสร้างรายได้ได้เกือบ 100 ล้านบาทต่อปี กระทั่งมายุคเริ่มต้นออนไลน์ บริษัทเคยสร้างรายได้จากการทำ Facebook Live ได้สูงถึงครั้งละประมาณ 1 ล้านบาท และเมื่อรวมธุรกิจเทศกาลดนตรีอย่าง S2O เข้าไว้ในงบกำไรขาดทุน รายได้รวมของบริษัทเคยเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่กว่า 200–300 ล้านบาท
ต่อมา บริษัทได้ตัดสินใจแยกบัญชีของ S2O ออกไปต่างหาก เพื่อให้โครงสร้างทางการเงินมีความชัดเจน โปร่งใส และเหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่สนใจเข้าร่วมทุน ส่งผลให้รายได้ในงบของ วู้ดดี้ เวิลด์ กลับมาอยู่ที่ระดับมากกว่า 100 ล้านบาทตามเดิม
แต่เมื่อบริบททางธุรกิจและสื่อเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งธุรกิจคอนเทนต์ออนไลน์ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการลดงบโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ บริษัทจึงได้วางแผนปรับลดสัดส่วนรายได้ที่มาจากคอนเทนต์ของตัววู้ดดี้ลง ให้เหลือเพียงประมาณ 15–20% ภายในปี 2028 จากเดิมที่เคยต้องพึ่งพารายได้จากคุณวู้ดดี้ในสัดส่วนถึง 50% หรือเกือบทั้งหมดในบางช่วง
สำหรับโครงสร้างรายได้ใหม่ภายในปี 2028 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตรวมไว้ที่ประมาณ 20% โดยแบ่งสัดส่วนที่มาของรายได้เป็นธุรกิจสื่อและคอนเทนต์ 40% ตามด้วยธุรกิจอีเวนต์และประสบการณ์ 40% และธุรกิจการร่วมสร้างคอนเทนต์กับแบรนด์ต่างๆ 20%
วู้ดดี้ทิ้งท้ายว่า ในส่วนโปรเจกต์ใหญ่อื่นๆ ในเครืออย่างงานเทศกาลดนตรีระดับโลก S2O และ K2O บริษัทยังคงเปิดรับพาร์ตเนอร์และผู้ร่วมทุนจากภายนอกที่สนใจเข้ามาร่วมขยายธุรกิจ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าบริษัทให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

