หอการค้าสงขลา ชง ครม. สัญจร 4 ข้อ เร่งฟื้นเศรษฐกิจ เสนอ Soft Loan 2.5 หมื่นล้านบาท อุ้มผู้ประกอบการ พร้อมเร่งขุดลอกร่องน้ำท่าเรือน้ำลึก เปิดทางส่งออกเอเชียตะวันออก ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเสนอใช้โอกาสหารือเชื่อมสงขลา-มาเลเซีย ต่อยอดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์
ประเด็นสำคัญ
- ชง Soft Loan 2.5 หมื่นล้านบาท
- ดัน ‘ท่าเรือน้ำลึกสงขลา’ เปิดประตูการค้าเอเชียตะวันออก
- ดัน ‘Songkhla World Table’ ปักหมุดเมือง Gastronomy สู่เวทีโลก
- เป้าหมายสำคัญคือการสร้างภาพจำและปักหมุดจังหวัดสงขลาในฐานะ ‘โต๊ะอาหารโลก’
- โจทย์ใหญ่ ‘สร้างความเชื่อมั่น’ ชู Vertical Shelter รับมือน้ำท่วมยั่งยืน
- เร่งโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมสงขลา-มาเลเซีย ดึงอุตสาหกรรมใหม่
- ด่านสะเดายังเดินหน้า แต่ชุมชนด่านเก่าได้รับผลกระทบ
ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ถึงข้อเสนอของหอการค้าจังหวัดสงขลาต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จังหวัดสงขลา ว่า ในด้านเศรษฐกิจ หอการค้าจังหวัดสงขลาได้จัดทำข้อเสนอสำคัญ 4 เรื่อง เพื่อผลักดันการฟื้นฟูและยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม
ชง Soft Loan 2.5 หมื่นล้านบาท
ข้อเสนอแรก คือ มาตรการ Soft Loan เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเสนอวงเงินสินเชื่อสูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ในช่วง 6 เดือนแรก และ 1.5% ตลอดระยะเวลา 5 ปี พร้อมเสนอให้มีกลไกนำบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันหนี้สิน และให้ภาครัฐช่วยยกเว้นค่าธรรมเนียม บสย.
นอกจากนี้ เสนอให้ภาครัฐช่วยชดเชยอัตราดอกเบี้ย Soft Loan ให้กับธนาคารรัฐที่ปล่อยสินเชื่อ โดยวงเงินสินเชื่อทั้งหมดที่เสนออยู่ที่ 25,000 ล้านบาท
“หลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ สงขลาได้รับความเสียหายทั้งพื้นที่และทรัพย์สินมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 87,800 ล้านบาท ทั้งโรงแรม ร้านค้า ห้างค้าปลีกค้าส่ง ภาคการศึกษา โรงพยาบาล อาคารพาณิชย์ และบ้านเรือนประชาชน แม้ภาครัฐจะมีมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แต่ผู้ประกอบการภาคเอกชนจำนวนมากยังไม่ได้รับการชดเชยโดยตรง”
โดยต้องพึ่งพาเงินประกันภัยเป็นหลัก ขณะที่วงเงินเคลมประกันที่ได้รับกลับคืนมาในหลายกรณีอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับความเสียหายจริง

หากมีมาตรการดังกล่าว ผู้ประกอบการจะมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการรื้อฟื้น ปรับปรุง และขยายกิจการ รวมถึงเพิ่มการจ้างงานและการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยให้ภาครัฐได้รับรายได้กลับคืนผ่านระบบภาษี
“ณ วันนี้ ประมาณ 80% ธุรกิจสามารถกลับมาเปิดกิจการและเดินหน้าต่อได้แล้ว ขณะที่อีกราว 20% อาจตัดสินใจไม่กลับมาดำเนินธุรกิจต่อ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่หรือรับช่วงกิจการต่อมา”
ดัน ‘ท่าเรือน้ำลึกสงขลา’ เปิดประตูการค้าเอเชียตะวันออก
ข้อเสนอที่ 2 คือ ด้านโลจิสติกส์ อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการยกระดับระบบโลจิสติกส์ของสงขลา โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสงขลา เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งทางถนน ทางราง และทางอากาศให้ทำงานเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity)
ปัจจุบันสงขลาถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศ มีทั้งสนามบินนานาชาติ ชายแดนที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน และท่าเรือน้ำลึก แต่ศักยภาพของท่าเรือยังถูกจำกัดจากร่องน้ำที่มีความลึกประมาณ 7 เมตร ทำให้เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้ามาเทียบท่าโดยตรงได้ เนื่องจากต้องการร่องน้ำลึกประมาณ 9 เมตรขึ้นไป
ขณะเดียวกัน ท่าเรือน้ำลึกสงขลาอยู่ระหว่างการปรับปรุงโดยบริษัทผู้ได้รับสัมปทาน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในระยะเวลาไม่นาน
โดยจะมีการติดตั้งเครนหน้าท่าและปรับปรุงพื้นที่รองรับการขนถ่ายสินค้าคอนเทนเนอร์โดยตรง จากเดิมที่ต้องใช้เรือลอยลำกลางทะเลและเครนบนเรือในการยกสินค้า ส่งผลให้มีต้นทุนการขนถ่ายสูงและไม่จูงใจผู้ประกอบการให้ใช้ท่าเรือสงขลา
หากท่าเรือสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้ จะช่วยให้สินค้าจากสงขลาสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดเอเชียตะวันออกได้โดยตรง ทั้งจีน เกาหลีใต้ เวียดนาม ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยไม่จำเป็นต้องขนส่งผ่านปีนังแล้วอ้อมช่องแคบมะละกา ซึ่งจะช่วยลดทั้งระยะเวลาและต้นทุนโลจิสติกส์
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือการขุดลอกร่องน้ำ เนื่องจากงบประมาณประจำปีที่หน่วยงานกรมเจ้าท่าได้รับอยู่ในระดับกว่า 100 ล้านบาท ไม่เพียงพอสำหรับการขุดลอกให้มีความลึกเพียงพอรองรับเรือขนาดใหญ่
จึงเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 230-340 ล้านบาท เพื่อขุดลอกร่องน้ำให้มีความลึกประมาณ 10 เมตร
พร้อมจัดสรรงบประมาณประจำปีอย่างต่อเนื่องสำหรับการบำรุงรักษาร่องน้ำ เพื่อให้ท่าเรือสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เป้าหมายคือเพิ่มปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือจากประมาณ 2 ล้านตันต่อปี เป็น 4 ล้านตันต่อปี และเพิ่มปริมาณตู้สินค้าจากราว 150,000 ตู้ เป็น 450,000 ตู้ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้กับภาคอุตสาหกรรมในสงขลาและภาคใต้ โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งออกไปยังตลาดเอเชียตะวันออก
ดัน ‘Songkhla World Table’ ปักหมุดเมือง Gastronomy สู่เวทีโลก
ข้อเสนอที่ 3 คือ การยกระดับโครงการท่องเที่ยวใหม่ๆ โดยเสนอให้จัดโครงการ Songkhla World Table หลังจากจังหวัดสงขลาได้รับการประกาศเป็นเมืองของ UNESCO ด้าน Gastronomy ในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO
หอการค้าจังหวัดสงขลาเห็นว่า จำเป็นต้องยกระดับเทศกาลอาหารของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ จึงเสนอให้ซื้อ IP License ของรายการแข่งขันทำอาหารที่มีฐานแฟนเบสและผู้ติดตามจำนวนมาก เพื่อนำมาจัดการแข่งขันรอบ Battle สุดท้ายในพื้นที่จังหวัดสงขลา
พร้อมกันนี้ เสนอให้มีการติดตามและถ่ายทำรายการผ่าน Netflix หรือรายการสารคดี ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ เรื่องราวของเมือง ไปจนถึงอาหาร เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการด้านอาหาร โรงแรมและที่พัก ชุมชน รวมถึงเกษตรกร ให้เกิดการกระจายรายได้และเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างภาพจำและปักหมุดจังหวัดสงขลาในฐานะ ‘โต๊ะอาหารโลก’
ทรงพลกล่าวอีกว่า สำหรับโครงการดังกล่าว หอการค้าจังหวัดสงขลาเสนอของบประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อดึง Inter Chef หรือเชฟระดับนานาชาติ Influencer รวมถึงรายการอาหารชื่อดังเข้ามาร่วมทำโครงการ โดยเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการยกระดับจังหวัดสงขลาในมิติการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
สร้างกลไกขับเคลื่อนร่วมรัฐ-เอกชน SEA
ข้อเสนอที่ 4 คือ รายงาน SEA ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เป็นผู้ศึกษา โดยหอการค้าจังหวัดสงขลาเสนอให้นำผลการศึกษา SEA มาบังคับใช้เป็นกรอบในการพัฒนาจังหวัด
เมื่อ SEA ถูกกำหนดให้เป็นแผนที่จะยึดถือในการพัฒนาพื้นที่ จึงควรนำเข้ามาทำงานร่วมกันภายใต้กรอบการประชุม กรอ. ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีการประชุมอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อผลักดันให้แผน SEA สามารถนำไปสู่การดำเนินงานและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ เสนอให้จัดตั้งคณะทำงานที่นำโครงการตามแผน SEA เข้ามาขับเคลื่อน โดยมีสภาพัฒน์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และมีการประชุมร่วมกันทุกเดือน เพื่อผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

โจทย์ใหญ่ ‘สร้างความเชื่อมั่น’ ชู Vertical Shelter รับมือน้ำท่วมยั่งยืน
ขณะที่ในด้านภัยพิบัติ หอการค้าจังหวัดสงขลายังเสนอแนวทาง Vertical Shelter โดยเสนอใหม่ให้มีการจัดตั้งกลไกอำนวยการป้องกันและรับมือสถานการณ์อุทกภัยลุ่มน้ำหาดใหญ่อย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อย่างเป็นระบบ
สำหรับภาคการท่องเที่ยว ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มกลับมาใกล้เคียงภาวะปกติ หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่หลังเทศกาลตรุษจีนต่อเนื่องถึงสงกรานต์ สถานการณ์เริ่มฟื้นตัวตามลำดับ
สำหรับสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลเห็นและเร่งผลักดันจากการลงพื้นที่ ครม.สัญจร ภาคเอกชนมองว่า ‘ความเชื่อมั่น’ คือโจทย์สำคัญที่สุด หลังเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้ทั้งประชาชน นักลงทุน และผู้ประกอบการต้องตั้งคำถามว่า หากเข้าสู่ฤดูฝนครั้งหน้า หาดใหญ่จะสามารถรับมือกับน้ำได้หรือไม่
“ผมมองว่า การสร้างความเชื่อมั่นไม่สามารถทำได้โดยภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยภาครัฐเป็นผู้สร้างความมั่นใจผ่านแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวที่ชัดเจน ว่าจะดำเนินการอะไร เมื่อใด และมีเป้าหมายอย่างไรหากมีแผนที่ชัดเจน บริษัทประกันภัยก็จะสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ และออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เหมาะสมกับพื้นที่ได้”
ขณะที่ประชาชนและนักลงทุนก็สามารถวางแผนธุรกิจได้โดยไม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูฝน
เร่งโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมสงขลา-มาเลเซีย ดึงอุตสาหกรรมใหม่
นอกจากการจัดการน้ำ ภาคเอกชนยังต้องการให้รัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของสงขลา โดยเฉพาะระบบรางและการเชื่อมโยงกับมาเลเซีย
หนึ่งในข้อเสนอคือการเร่งพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ รวมถึงการพิจารณาพัฒนาเส้นทางจากปาดังเบซาร์เข้ามาหาดใหญ่ให้เร็วขึ้น เพื่อรองรับทั้งการเดินทางของนักท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้า
โดยมองว่าหากต้องรอตามแผนพัฒนารถไฟทางคู่ที่ใช้เวลาหลายปี จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ล่าช้าออกไป
พร้อมเสนอให้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบถนนเลี่ยงเมือง เพื่อกระจายการเติบโตของเมืองออกจากพื้นที่ใจกลางหาดใหญ่ และเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการลงทุน
ขณะเดียวกัน ต้องการให้รัฐบาลมองโอกาสจากการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับมาเลเซีย โดยเฉพาะการต่อยอดจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย ซึ่งกำลังขยายตัว แต่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และแรงงาน
“สงขลาสามารถเข้าไปเป็นส่วนต่อของห่วงโซ่อุปทาน โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันหรือแทนที่มาเลเซีย แต่ดึงกิจกรรมการผลิตที่ใช้พื้นที่และแรงงานจำนวนมากเข้ามายังพื้นที่ชายแดนไทย โดยเฉพาะบริเวณด่านนอกและสะเดา ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว”
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการลงทุนใหม่ การถ่ายทอดทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับมาเลเซียในระยะยาว
ด่านสะเดายังเดินหน้า แต่ชุมชนด่านเก่าได้รับผลกระทบ
สำหรับสถานการณ์ชายแดนสะเดา ปัจจุบันมีการเปิดใช้ด่านใหม่ แต่ยังมีข้อจำกัดจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินรถ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนบริเวณด่านเก่า เนื่องจากปริมาณรถที่ผ่านพื้นที่ลดลง
“แม้ภาพรวมการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณชายแดนยังอยู่ในระดับที่ดี แต่ภาคการท่องเที่ยวของชุมชนด่านเก่าได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านพื้นที่ลดลง จึงเป็นอีกประเด็นที่ภาคเอกชนต้องการสะท้อนให้ภาครัฐรับทราบและหาแนวทางแก้ไขต่อไป” ทรงพล กล่าวทิ้งท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569
หน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และหน่วยงานราชการในพื้นที่ ของกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประกอบด้วย สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เตรียมเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 96 โครงการ คิดเป็นวงเงินงบประมาณเบื้องต้นรวมกว่า 13,089 ล้านบาท
ภาพ: Zephyr_p, jamesteohart / Shutterstock

