×

ตะกร้อไทยกับภารกิจพิสูจน์ความเป็นที่สุดของกีฬานี้อีกครั้งในเอเชียนเกมส์ 2026

31.08.2026
  • LOADING...
นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทยกำลังฟาดลูกในการแข่งขัน

เป้าหมายเหรียญทองเอเชียนเกมส์สำหรับกีฬาต่างๆ นับได้ว่าเป็นมาตรฐานสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และสมาคมกีฬาต่างๆ ก็อยากจะบรรลุเป้าหมายนี้ให้ได้สัก 1 เหรียญทอง ก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่สำหรับกีฬาอย่าง ‘เซปักตะกร้อ’ 1 เหรียญทองไม่นับว่าเพียงพอ

 

 

ในเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกยา ทัพตะกร้อทีมชาติไทยส่งแข่งขัน 4 อีเวนต์ และประกาศเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการคว้าเหรียญทองให้ครบทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ ทีมชุดชาย, ทีมเดี่ยวชาย, ทีมชุดหญิง และทีม 4 คนหญิง

 

ตัวเลขนี้สะท้อนสถานะที่ตะกร้อไทยสร้างมานานหลายสิบปี แต่ในเวลาเดียวกัน เอเชียนเกมส์ครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในบททดสอบที่ไม่ง่าย

 

4 เหรียญทองจาก 4 อีเวนต์ ไม่มีพื้นที่ให้คำว่า ‘พลาด’

 

ในงาน MEET THE PRESS เอเชียนเกมส์ 2026 สมาคมกีฬาตะกร้อประกาศเป้าหมายชัดเจนที่สุดสมาคมหนึ่ง คือกวาด 4 เหรียญทองจาก 4 อีเวนต์ที่ส่งแข่งขัน

 

ทีมชายต้องการแชมป์ทั้งทีมชุดและทีมเดี่ยว ส่วนทีมหญิงหวังเหรียญทองทั้งทีมชุดและประเภท 4 คน ทำให้มันคือเป้าหมายแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

 

ความน่าสนใจคือ ตะกร้อไทยไม่ได้ถูกประเมินเหมือนกีฬาทั่วไป การได้ 3 เหรียญทองจาก 4 รายการอาจถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับหลายชาติ แต่สำหรับไทย มันอาจถูกมองว่าเป็นการ ‘เสีย’ หนึ่งเหรียญทอง

 

คู่ปรับที่ใหญ่ที่สุดของตะกร้อชายไทยยังคงเป็นมาเลเซีย โดยในการแข่งขันชิงแชมป์โลกก่อนหน้านี้ ทัพเสือเหลืองแสดงให้เห็นว่า ระยะห่างระหว่างทั้ง 2 ชาติไม่ได้มากพอให้ไทยสามารถลงสนามด้วยความมั่นใจเพียงจากชื่อเสียง

 

การแข่งขันไม่ได้จบลงด้วยภาพการแพ้ชนะตามปกติ แต่จบด้วยความขัดแย้งเรื่องคำตัดสิน การชาลเลนจ์ และการที่ทีมไทยปฏิเสธแข่งขันต่อ

 

จังหวะที่กลายเป็นชนวนเกิดขึ้นเมื่อ ภูตะวัน โสภา ขึ้นฟาดในช่วงที่ไทยนำ 14-13 แต่ถูกจับฟาวล์ว่าเท้าเหยียบเส้นกลางสนาม ทีมไทยพยายามชาลเลนจ์ และฝ่ายเทคนิคตรวจสอบภาพก่อนมีความเห็นว่าเท้าอยู่บนเส้นแต่ไม่ได้ล้ำไปยังแดนคู่แข่ง

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ตัดสินยืนยันคำตัดสินเดิม โดยอ้างว่าเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่สามารถใช้ชาลเลนจ์ได้ จากแต้มที่อาจปิดการแข่งขัน กลายเป็น 14-14 และนำไปสู่การประท้วงของทีมไทย

 

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงทิ้งคำถามมากกว่าผลแพ้ชนะ เพราะมันทำให้ทีมไทยต้องเตรียมพร้อมไม่เพียงเรื่องฝีมือ แต่รวมถึงรายละเอียดของกติกาและกระบวนการตัดสินในเกมระดับสูงด้วย

 

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายไทยยืนยันว่าการหยุดแข่งขันเป็น “Walkover” ไม่ใช่ “Walkout” พร้อมระบุว่าหากมีบทลงโทษถึงขั้นแบน จะพร้อมใช้กระบวนการทางกฎหมายจนถึงศาลกีฬาโลก

 

เรื่องนี้เป็นการต่อสู้อีกสนามหนึ่งนอกเหนือจากเกมการแข่งขัน แต่สำหรับนักกีฬา บทเรียนที่จับต้องได้มากที่สุดอาจง่ายกว่านั้น คือหากเป็นไปได้ ต้องทำให้เกมขาดจนไม่เหลือพื้นที่ให้คำตัดสินหนึ่งครั้งเปลี่ยนผลการแข่งขัน

 

โดยเฉพาะในเอเชียนเกมส์ ซึ่งทุกชาติรู้ว่าไทยคือทีมที่ต้องล้มให้ได้ ความเหนือกว่าจึงต้องไม่อยู่แค่เทคนิค แต่ต้องอยู่ที่การควบคุมเกม การจัดการความกดดัน และความละเอียดในจังหวะ 13-13 หรือ 14-14 ที่สามารถเปลี่ยนเหรียญทองได้ภายในลูกเดียว

 

คิงส์คัพคือคำตอบแรก แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

 

สิ่งที่ช่วยเรียกความมั่นใจกลับมาคือผลงานในคิงส์คัพ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทีมชายไทยเอาชนะมาเลเซีย 2-0 ทีมในรอบชิงชนะเลิศทีมชุด โดยทีม A ชนะ 15-7, 15-11 และทีม B ชนะ 15-9, 15-12 ก่อนคว้าแชมป์สมัยที่ 37

 

นอกจากนี้ ไทยยังได้แชมป์ในประเภททีมเดี่ยวชาย รวมถึงทีมชุดหญิงและทีม 4 คนหญิง ซึ่งตรงกับทั้ง 4 อีเวนต์ที่จะใช้แข่งขันในเอเชียนเกมส์

 

ในแง่หนึ่ง มันคือการเตรียมทีมที่แทบสมบูรณ์แบบ แต่ทีมงานเองก็ไม่ได้มองว่าชัยชนะครั้งนี้คือหลักประกัน เพราะมาเลเซียยังไม่ได้เปิดไพ่ทั้งหมดก่อนนาโกยา

 

หนึ่งในคำถามสำคัญก่อนเอเชียนเกมส์คือ มาเลเซียไม่ได้ส่งผู้เล่นระดับแกนหลักบางคนลงแข่งขันในรายการล่าสุด

 

สำหรับทีมโค้ชไทย นั่นไม่ใช่สิ่งที่สร้างความกังวลมากนัก เพราะนักกีฬากลุ่มดังกล่าวเป็นผู้เล่นที่ไทยเคยพบและศึกษามาจากการแข่งขันก่อนหน้านี้แล้ว

 

แต่ประโยคที่น่าสนใจกว่าคือคำยืนยันของ ร.ต. พรชัย เค้าแก้ว ผู้ฝึกสอนทีมชายไทย ที่ยืนยันว่า ไทยเองก็มีทีเด็ดเตรียมเอาไว้ และขอไม่เปิดเผยในตอนนี้

 

นี่สะท้อนว่าเอเชียนเกมส์ไม่ได้เป็นเพียงการวัดว่าใครฟาดแรงหรือเสิร์ฟดีกว่า แต่กำลังกลายเป็นเกมข้อมูล การเลือกตัวผู้เล่น การจับคู่ และแท็กติกที่แต่ละฝ่ายพยายามซ่อนไพ่จนถึงเวลาที่จำเป็นจริงๆ

 

เวียดนามคือคำเตือนว่า ฝั่งหญิงก็ไม่ได้มีทางสะดวก

 

หากมาเลเซียคือคู่ปรับสำคัญของทีมชาย เวียดนามก็เป็นชื่อที่ทีมหญิงไม่สามารถมองข้าม โดยเฉพาะประเภท 4 คน

 

ทีมงานไทยยอมรับตรงๆ ว่าเวียดนามมีประสบการณ์กับรูปแบบนี้มากกว่า และพัฒนาแท็กติกไปไกล ทั้งการเสิร์ฟท้ายคอร์ต การบล็อกหลัง และเกมฟาดเพื่อทำคะแนน

 

ที่ผ่านมาไทยสามารถเอาชนะได้ แต่หลายครั้งเป็นชัยชนะแบบสูสี นั่นทำให้คำว่า แชมป์เก่า หรือการคว้าแชมป์คิงส์คัพล่าสุด ไม่ได้ทำให้อีเวนต์นี้กลายเป็นเหรียญทองที่รอหยิบ ในทางตรงกันข้าม มันอาจเป็นหนึ่งในรายการที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดของเป้าหมาย 4 เหรียญทองด้วยซ้ำ

 

อีกปัญหาที่ทีมหญิงต้องรับมือคืออาการบาดเจ็บของ ศิรินันท์ เขียวปัก ซึ่งเป็นตัวชงคนสำคัญ เพราะในกีฬาที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเสิร์ฟ ตัวชง และตัวทำต้องแม่นยำระดับเสี้ยววินาที การหายไปของหนึ่งตำแหน่งไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนนักกีฬาคนเดียว แต่สามารถเปลี่ยนจังหวะของทั้งทีมได้

 

อย่างไรก็ตาม ทีมงานยืนยันว่ามีผู้เล่นที่เตรียมไว้ทดแทนแล้ว และจากการฝึกซ้อมระดับฝีมือไม่ได้แตกต่างกันมาก

 

ความน่าสนใจของประเภท 4 คนคือ ไทยยอมรับเองว่าเพิ่งเข้ามาพัฒนารูปแบบนี้ในช่วงหลัง ขณะที่เวียดนามมีพื้นฐานมาก่อน

 

แต่ไทยยังสามารถเอาชนะได้หลายครั้ง รวมถึงคิงส์คัพล่าสุด

 

ความหมายคือการแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการรักษาความเหนือกว่าเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเร่งเรียนรู้ให้ทันคู่แข่งในอีเวนต์ที่อีกฝ่ายเคยมีประสบการณ์มากกว่า

 

ทีมงานได้บันทึกจุดอ่อนจากคิงส์คัพ และนำกลับไปแก้ไขก่อนเอเชียนเกมส์ ดังนั้นหากทีม 4 คนหญิงคว้าเหรียญทองได้ มันอาจเป็นเหรียญที่สะท้อนคุณภาพของการปรับตัว มากกว่าความได้เปรียบทางประวัติศาสตร์ของตะกร้อไทย

 

ความกระหายอาจสำคัญกว่าความทรงจำในอดีต

 

คำหนึ่งที่โค้ชปุ้ย พรชัย ใช้ในการอธิบายนักกีฬาชุดนี้คือ “กระหายในชัยชนะ” มันอาจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทีมที่อยู่บนจุดสูงสุดมานาน เพราะอันตรายของทีมที่ชนะบ่อยไม่ใช่การขาดฝีมือ แต่คือการเริ่มเชื่อว่าชัยชนะเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับมาเลเซียและเวียดนามในช่วงที่ผ่านมาอาจสร้างความเจ็บปวด แต่ในอีกด้าน มันก็ทำลาย Comfort Zone ที่อันตรายที่สุดออกไป

 

เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ไทยจึงไม่ได้เดินทางไปญี่ปุ่นด้วยความรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าตะกร้อ แต่ต้องลงสนามเหมือนทีมที่ยังมีอะไรต้องพิสูจน์ทุกแต้ม

 

ตะกร้อไทยอยู่ในสถานะเดียวกับมหาอำนาจของกีฬาหลายชนิด คือแทบทุกชาติใช้ไทยเป็นมาตรฐาน มาเลเซียศึกษาไทย เวียดนามศึกษาไทย และชาติอื่นๆ สามารถใช้วิดีโอและข้อมูลการแข่งขันเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการเสิร์ฟ การชง และจังหวะเข้าทำได้ละเอียดกว่าในอดีต

 

ความได้เปรียบจากประสบการณ์จึงลดลงเมื่อข้อมูลเดินทางเร็วขึ้น มันจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทีมงานไทยต้องพูดถึง “ทีเด็ด” หรือการเก็บรายละเอียดบางอย่างเป็นความลับ

 

เพราะในวันที่ทุกทีมรู้จักจุดแข็งของไทย การรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งไม่ได้เกิดจากทำสิ่งเดิมให้ดีเท่านั้น แต่ต้องมีสิ่งใหม่ให้คู่แข่งคาดเดาไม่ได้ด้วย

 

4 เหรียญทองจึงไม่ใช่เป้าหมายธรรมดาอีกต่อไป

 

ถ้ามองเพียงประวัติศาสตร์ การตั้งเป้ากวาด 4 เหรียญทองอาจดูเป็นเรื่องปกติสำหรับตะกร้อไทย แต่ถ้ามองสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2026 ภาพกลับต่างออกไป

 

มาเลเซียแสดงให้เห็นว่าทีมชายสามารถถูกกดดันจนถึงแต้มสุดท้าย เวียดนามไล่เข้ามาใกล้ในประเภท 4 คนหญิง ทีมต้องรับมืออาการบาดเจ็บของผู้เล่นสำคัญ ขณะที่ข้อพิพาทเรื่องการตัดสินก็ทำให้รายละเอียดของกติกากลายเป็นตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้

 

เพราะฉะนั้น 4 เหรียญทองครั้งนี้ หากทำได้ จะไม่ใช่เพียงการรักษามาตรฐานเดิม แต่มันจะเป็นการทวงสถานะเจ้าเอเชียกลับมาด้วยผลงานบนสนาม

 

ตะกร้ออาจยังเป็นหนึ่งในกีฬาที่คนไทยคาดหวังเหรียญทองมากที่สุด และจากศักยภาพของทีม การกวาดครบทั้ง 4 อีเวนต์ก็ยังเป็นเป้าหมายที่มีเหตุผลรองรับ

 

แต่ความแตกต่างของเอเชียนเกมส์ 2026 คือ ไทยไม่ได้เดินเข้าสู่การแข่งขันโดยปราศจากรอยแผลอีกแล้ว มีทั้งความพ่ายแพ้ เกมสูสี ข้อพิพาท และคู่แข่งที่เชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพวกเขาสามารถเอาชนะไทยได้

 

บางทีสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ทีมตะกร้อไทยต้องการมากที่สุด เพราะมันบังคับให้ทีมที่เคยชนะจนเป็นเรื่องปกติ ต้องกลับมามีแรงผลักดันเหมือนผู้ท้าชิงอีกครั้ง

 

และหากสุดท้าย 4 เหรียญทองกลับมาอยู่กับไทยครบทั้งหมด ความหมายของมันจะมากกว่าการกวาดแชมป์ตามเป้า

 

แต่มันจะเป็นคำตอบว่า แม้มาเลเซียจะไล่มา แม้เวียดนามจะใกล้ขึ้น และแม้โลกของตะกร้อจะไม่ได้หมุนรอบประเทศไทยเหมือนเดิม

 

แต่เมื่อถึงวันที่ต้องตัดสินกันจริงๆ บัลลังก์ของตะกร้อเอเชียยังเป็นของไทยอยู่เหมือนเดิม

 

ภาพ: Icon Sportswire / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising