×

กองทัพเมียนมารักษาอำนาจนำทางการเมืองไว้ได้อย่างไร หลังก่อรัฐประหารมานานกว่า 5 ปี

31.08.2026
  • LOADING...
พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่ดำเนินมาถึงปีที่ 5 กองทัพเมียนมาสามารถสกัดกั้นความพ่ายแพ้และเริ่มกลับมาชิงพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ รวมถึงเส้นทางการค้าสำคัญคืนจากฝ่ายต่อต้านได้สำเร็จ โดยกลยุทธ์การรักษาอำนาจและพลิกฟื้นแนวรบในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อน ‘ปัจจัยทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์’ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งรัฐบาลกึ่งพลเรือน เพื่อกระชับอำนาจทางการเมืองของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมาคนปัจจุบัน ส่งผลให้กองกำลังฝ่ายต่อต้านต้องปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือ

 

กองทัพเมียนมารักษา ‘อำนาจนำทางการเมือง’ ไว้ได้อย่างไร

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ภาพรวมกลยุทธ์ของกองทัพเมียนมาในการรักษาอำนาจและชิงพื้นที่คืนในปัจจุบัน มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักทางด้านการทหารและภูมิรัฐศาสตร์อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

 

(1) การโจมตีทางอากาศที่รุนแรง (Relentless Air Raids)

 

การครองอากาศอย่างเบ็ดเสร็จถือเป็น ‘ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุด’ ของกองทัพเมียนมามาตั้งแต่เริ่มสงคราม เนื่องจากฝ่ายต่อต้านขาดขีดความสามารถในการต่อกรกับแสนยานุภาพทางอากาศนี้

 

แอนโทนี เดวิส นักวิเคราะห์ความมั่นคง ให้ความเห็นกับ Al Jazeera ว่า นอกจากกำลังทางอากาศขั้นพื้นฐานที่ช่วยในการโจมตีและส่งกำลังบำรุงแล้ว กองทัพเมียนมายังเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถทางการทหารด้วยการนำ ‘เทคโนโลยีโดรน’ มาใช้ ทั้งในบทบาทการลาดตระเวนและการโจมตีประสานงานระหว่างหน่วยรบที่ดียิ่งขึ้น

 

ทางด้าน ฟิล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการองค์กรสิทธิมนุษยชนและแรงงานแห่งเอเชีย (Asia Human Rights and Labour Advocates: AHRLA) กล่าวกับ Al Jazeera ว่า การที่ฝ่ายต่อต้านไม่สามารถรับมือกับการโจมตีทางอากาศได้ ส่งผลบั่นทอนกำลังใจของกองกำลัง PDF และกลุ่มต่อต้านอื่นๆ อย่างมาก รวมถึงทำให้ประชาชนที่คอยสนับสนุนฝ่ายต่อต้านต้องอพยพกระจัดกระจาย

 

ข้อมูลจาก Myanmar Internet Project เผยว่า มีการโจมตีทางอากาศถึง 520 ครั้งในช่วงเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 314 ราย โดยเฉพาะในรัฐชินที่โดนโจมตีหนักที่สุด (122 ครั้ง)

 

ตัวอย่างสมรภูมิ เช่น ชัยชนะของกองทัพในการยึดเมืองฟาลัม (Falam) ในรัฐชินคืนมาได้นั้น เกิดจากการระดมโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งควบคู่กับการบุกภาคพื้นดิน โดย ซาไล วิลเลียม ชิน สมาชิกกลุ่มต่อต้าน Chin Brotherhood ยอมรับว่า การยึดเมืองนั้นทำได้ แต่การรักษาเมืองไว้ในระยะยาวท่ามกลางการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงจำเป็นต้องใช้กำลังพล โลจิสติกส์ และระบบบริหารจัดการมหาศาล ทำให้ในปัจจุบัน ฝ่ายต่อต้านต้องหันไปใช้กลยุทธ์ ‘สงครามจรยุทธ์แบบเคลื่อนที่’ แทน เพื่อรักษาชีวิตกำลังพลและปกป้องพลเรือน

 

(2) การบังคับเกณฑ์ทหารขนานใหญ่ (Mass Conscription)

 

กองทัพเมียนมาแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพลด้วยการบังคับเกณฑ์ทหารทั่วประเทศ แม้ว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมากก็ตาม

 

แอนโทนี เดวิส ประเมินว่า กองทัพเมียนมาสามารถเพิ่มทหารเข้าไปในกองกำลังรบได้เกือบ 150,000 คน นับตั้งแต่ปี 2024 แม้ว่าทหารเกณฑ์เหล่านี้จำนวนมากจะผ่านการฝึกอบรมมาอย่างจำกัด แต่ด้วยจำนวนที่มหาศาลก็เพียงพอที่จะช่วยให้กองทัพค่อยๆ บดขยี้แนวรบและหยุดยั้งความพ่ายแพ้ในอดีตได้สำเร็จ

 

(3) บทบาทการสนับสนุนและแรงกดดันจากจีน (China’s Pivotal Role)

 

แอนโทนี เดวิส ยังมองว่า จีนเข้ามาทำหน้าที่ ‘คนกลาง’ เจรจาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ทางตอนเหนือ เช่น MNDAA และ TNLA ซึ่งช่วยลดความกดดันในแนวรบด้านเหนือลง เปิดโอกาสให้กองทัพเมียนมาสามารถสับเปลี่ยนและโยกย้ายทหารไปทำศึกในพื้นที่ยุทธศาสตร์ส่วนอื่นๆ ได้

 

จีนยังได้กดดันกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพล ให้ยุติการจำหน่ายอาวุธให้แก่กลุ่มต่อต้าน ส่งผลให้กลุ่มต่อต้านทั่วประเทศเริ่มเผชิญกับภาวะขาดแคลนกระสุนและอาวุธ เพิ่มความยากลำบากในการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา

 

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยอิสระ ISP-Myanmar ระบุว่า กองทัพได้รุกชิงเมืองคืบมาได้อย่างน้อย 22 เมืองจากทั้งหมด 101 เมืองที่เสียไปหลังรัฐประหาร คิดเป็นประมาณ 9% ของพื้นที่ที่สูญเสียไป แม้จะเป็นสัดส่วนที่น้อย แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าที่สำคัญ ซึ่ง ซู มอน นักวิเคราะห์จากโครงการ Armed Conflict Location and Event Data (ACLED) อธิบายว่า ชัยชนะเหล่านี้ได้ทำลายความสามารถทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของกลุ่มต่อต้าน และบีบให้ฝ่ายต่อต้านต้องเปลี่ยนแนวรบจากการประสานงานบุกโจมตีขนาดใหญ่ไปเป็นการทำสงครามจรยุทธ์ เพื่อตั้งรับแทน

 

นอกจากปัจจัยด้านการทหารแล้ว กองทัพยังพยายามใช้แนวทางด้านการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมจอมปลอมและรักษาอำนาจเอาไว้ โดยรายงานของ International Crisis Group เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแบบจัดฉาก (Stage-Managed Elections) ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาอำนาจนำทางการเมืองของกองทัพเมียนมา

 

มินอ่องหล่าย ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีผ่านกระบวนการเลือกตั้งภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี 2008 ที่เขียนขึ้นโดยกองทัพเอง โดยมีการกีดกันพรรคฝ่ายค้านหลักออกไป แม้ความพยายามนี้จะช่วยลดการถูกโดดเดี่ยวทางการทูตลงได้บ้างด้วยแรงหนุนจากจีน แต่ก็ไม่ได้รับความยอมรับจากประชาชนอย่างแท้จริง และไม่ได้ช่วยยุติความขัดแย้งในประเทศ

 

แฟ้มภาพ: Lamin Tun / Anadolu Agency / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising