“ชีวิตหนูเปรียบเหมือนกับการต่อสู้ 3 นาทีเต็ม แทบไม่มีเวลาให้พัก”
PLAYER Profile: โฟม-มณีวรรณ บุตรสุวรรณ
ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบายได้ชัดที่สุดถึงชีวิตของ ‘โฟม-มณีวรรณ บุตรสุวรรณ’ นักคาราเต้ทีมชาติไทยที่กำลังจะลงแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 เป็นครั้งแรก
สำหรับคนทั่วไป 3 นาทีอาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับนักคาราเต้ 3 นาทีคือช่วงเวลาที่ต้องใช้ทั้งร่างกาย สมอง หัวใจอยู่พร้อมกัน และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามหยุดต่อสู้
ชีวิตของโฟมก็ไม่ต่างกัน
กว่าจะมาถึงเอเชียนเกมส์ครั้งแรก เธอเคยผ่านวันที่ขาหักจนคิดว่าจะเลิกเล่นกีฬา ตั้งต้นใหม่โดยเป็นเพียงแค่คู่ซ้อม ก้าวสู่จุดสูงสุดเหรียญเงินซีเกมส์ และเคยต้องลงแข่งขันในวันที่คุณแม่กำลังป่วยหนัก ก่อนจะสูญเสียท่านไปโดยไม่มีโอกาสได้ยื่นเหรียญรางวัลให้
THE STANDARD SPORT ชวนคุยกับโฟมถึงเบื้องหลังเส้นทางนักสู้ที่ไม่ได้มีเพียงชัยชนะ แต่เต็มไปด้วยบาดแผล ความสูญเสีย คำพูดจากคนรอบข้าง และการเรียนรู้ที่จะเอาชนะ “ตัวเอง” ก่อนเอาชนะคู่แข่ง
วันที่เกือบถอดใจ และการกลับคืนสู่สังเวียน
โฟมคุ้นเคยกับกีฬาต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่พี่ชายทั้งสองคนเป็นนักกีฬาเทควันโด เธอจึงซึมซับความเป็นนักสู้มาตั้งแต่ยังเล็ก ก่อนเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางคาราเต้อย่างจริงจัง
แต่เส้นทางที่เธอรักไม่ได้โรยด้วยความสำเร็จ
“ช่วงมหาวิทยาลัยปี 2 เกิดอุบัติเหตุจนขาหัก หนูต้องจมอยู่กับความเจ็บปวด มันท้อจนคิดจะเลิกเล่นไปเลย คิดว่าพอแล้ว จะกลับไปตั้งใจเรียนให้จบ แล้วออกไปทำงานหาเงิน”
ช่วงเวลานั้นเธอเคยคิดจริงจังว่าชีวิตนักกีฬาของตัวเองอาจจบลงแล้ว
แต่ภาพของเพื่อนร่วมทีมที่ยังเดินหน้าต่อและติดทีมชาติได้ ได้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้โฟมตัดสินใจกลับเข้าสู่แคมป์อีกครั้ง เธอเริ่มต้นใหม่จากการเป็นคู่ซ้อมเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ค่อยๆ กลับมาสู่การแข่งขัน และในที่สุดเธอก็มีชื่อในทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ 2025 พร้อมคว้าเหรียญเงินได้สำเร็จ
แต่ทันทีที่คิดว่าตัวเองผ่านมรสุมลูกใหญ่ที่สุดมาแล้ว ชีวิตกลับส่งบททดสอบที่หนักหนากว่าเดิมมาให้
ระหว่างเก็บตัวและเดินทางไปแข่งขันที่มาเก๊า คุณแม่ของโฟมป่วยหนักจนเข้าสู่ภาวะวิกฤต ความคิดแรกของเธอคือการทิ้งทุกอย่างและเดินทางกลับบ้านเพื่อไปหาคนสำคัญที่สุดในชีวิต
แต่คุณแม่กลับบอกให้เธอทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
“แม่บอกว่าไม่ต้องกลับมา ให้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติให้ดีที่สุด หนูเลยตั้งเป้าว่าต้องเอาเหรียญกลับไปให้แม่เห็นให้ได้”
โฟมทำตามคำพูดนั้น เธอลงแข่งขันพร้อมกับความหวังว่าจะนำเหรียญรางวัลกลับไปให้แม่ได้เห็นด้วยตัวเอง
แต่สุดท้ายเธอกลับไปไม่ทัน
“แต่ก็ไม่ทัน หนูไม่มีโอกาสยื่นให้แม่ดูตอนที่แม่ยังอยู่ ทำได้แค่ยื่นให้แม่ดูตอนทำพิธีไปแล้ว”
ประโยคสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดนั้น กลายเป็นหนึ่งในบาดแผลที่ลึกที่สุดในชีวิตของเธอ
ในวันที่ไม่มีแม่อยู่ข้างสนามอีกต่อไป สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือคำว่า “สู้ๆ” ที่แม่เคยพูดกับเธอ
และนับจากวันนั้น คำพูดธรรมดาๆ ของแม่ก็กลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้โฟมยังเลือกเดินหน้าต่อ
การต่อสู้ที่ยากที่สุด คือการเอาชนะตัวเอง
การกลับมาจากอาการบาดเจ็บว่ายากแล้ว การกลับมาหลังการสูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิตยิ่งยากกว่า
ขณะเดียวกัน เสียงจากคนรอบข้างก็ไม่ได้หายไป
“ขาหักไปแล้ว จะกลับมาเจ็บตัวซ้ำอีกทำไม”
คำพูดเหล่านั้นอาจบั่นทอนนักกีฬาคนหนึ่งได้ แต่สำหรับโฟม หลังจากผ่านวันที่หนักที่สุดของชีวิตมาแล้ว เธอเลือกที่จะไม่ปล่อยให้เสียงเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่กำหนดเส้นทางของตัวเอง
“ใครจะพูดอะไรหนูไม่สนใจ หนูรู้แค่ว่าหนูรักกีฬาชนิดนี้ และหนูยังมีเป้าหมายที่ยังทำไม่สำเร็จ”
“ช่วงแรกที่กลับมาแข่งหนูแพ้ตลอด เพราะกดดันตัวเอง อยากติดทีมชาติมากเกินไป สุดท้ายต้องมานั่งปรับวิธีคิดใหม่ทั้งหมด”
โฟมจึงเลือกเปลี่ยนวิธีมองการแข่งขัน จากเดิมที่มองไปถึงปลายทาง เธอเริ่มกลับมาโฟกัสเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“เมื่อหนูลดความคาดหวังลงแล้วโฟกัสไปทีละขั้น บวกกับการที่หนูมีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้น อยากจะทำให้ทุกคนภูมิใจและทำให้เห็นว่าหนูก็สามารถทำได้ นั่นจึงทำให้หนูกลับมาเดินหน้าต่อ”
การกลับมาในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาฝีมือในสนาม แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความกดดัน ยอมรับความผิดพลาด และค่อยๆ แก้ไขตัวเองในแต่ละวัน
“ไม่คาดหวัง ไม่ผิดหวัง” กลายเป็นประโยคที่เธอใช้เตือนตัวเองอยู่เสมอ
เอเชียนเกมส์ครั้งแรก กับ 3 นาทีที่ไม่มีวันยอมแพ้
เอเชียนเกมส์ 2026 จะเป็นครั้งแรกของโฟม เธออาจไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะตัวเต็งของรุ่น
แต่สำหรับคนที่เคยคิดจะเลิกเล่นกีฬา คนที่เคยขาหักจนต้องเริ่มต้นใหม่ คนที่ต้องกลับมายืนบนสังเวียนหลังความสูญเสีย การได้มายืนตรงนี้ก็มีความหมายมากกว่าผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียว
“เอเชียนเกมส์ครั้งนี้หนูก็จะทำให้เต็มที่ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไรก็จะขอทำให้สุดความสามารถ และจะนำความภาคภูมิใจนี้กลับไปฝากคนไทย รวมถึงคุณย่าที่กำลังป่วยหนัก”
เมื่อถามถึงสิ่งที่นิยามตัวตนของเธอในฐานะนักกีฬา โฟมเปรียบชีวิตของตัวเองกับการต่อสู้ในคาราเต้
“ที่ผ่านมา ชีวิตหนูเปรียบเหมือนกับการต่อสู้ 3 นาทีเต็ม แทบไม่มีเวลาให้พัก ระหว่างทางอาจเจอทั้งอาการบาดเจ็บและเสียงรอบข้างที่บอกให้ยอมแพ้ แต่หนูก็เลือกที่จะบล็อกเสียงรบกวนเหล่านั้น แล้วเดินหน้าต่อด้วยใจของนักสู้”
ในคาราเต้ การต่อสู้หนึ่งยกอาจกินเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ภายในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น นักกีฬาต้องรับมือกับความเหนื่อย ความกดดัน ความเจ็บปวด และการตัดสินใจที่เกิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน
สำหรับโฟน ชีวิตก็ไม่ต่างกัน
“มันอาจจะเป็นนาทีสุดท้ายของการต่อสู้ที่ร่างกายกับสมองมันล้า แต่จะหยุดไม่ได้ ต้องดึงสติ ดึงสมาธิเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย นั่นแหละคือความอดทนภายในตัวหนู”
แม้เอเชียนเกมส์ครั้งนี้เธอจะต้องเพิ่มน้ำหนักตัวเพื่อขยับขึ้นไปแข่งขันในรุ่นที่ใหญ่กว่าเดิม แต่โฟมยังเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้
ไม่ใช่เพราะเธอไม่รู้ว่าคู่แข่งแข็งแกร่งแค่ไหน
แต่เพราะคาราเต้สอนให้เธอรู้ว่ามรสุมพัดเข้ามาแรงแค่ไหน เธออาจถอยได้บ้าง อาจล้มลงได้บ้าง แต่สุดท้ายต้องหาจังหวะลุกขึ้นมาเดินหน้าต่อ
และไม่ว่าผลการแข่งขันที่ญี่ปุ่นจะออกมาเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุด โฟมก็ได้พิสูจน์กับตัวเองแล้วว่า
เธอไม่ใช่นักสู้ เพราะไม่เคยล้ม
แต่เป็นนักสู้ เพราะทุกครั้งที่ล้ม เธอยังเลือกที่จะลุกขึ้นมาอีกครั้ง
คู่แข่งสำคัญ
มณีวรรณ บุตรสุวรรณ จะลงแข่งขันประเภทต่อสู้ รุ่นมากกว่า 68 กก.หญิง โดยผลงานโดดเด่นล่าสุดคว้าเหรียญเงินซีเกมส์ 2025 และเหรียญเงินไทยแลนด์ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ 2026
ในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้เจ้าตัวต้องเจอบททดสอบที่ยากมากๆ เพราะคู่แข่งในรุ่นนี้ล้วนแต่มากฝีมือ นำโดย Sofya Berultseva มือ 1 ของโลกจากคาซัคสถาน เจ้าของเหรียญทองเอเชียนเกมส์ครั้งก่อนและเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2020 รวมถึงรองแชมป์โลก 2025
อีก 2 คนที่ต้องจับตาคือ Arika Gurung จากเนปาล รองแชมป์เอเชียนเกมส์ครั้งก่อนและอันดับ 8 ของโลก ซึ่งเพิ่งคว้าเหรียญทองแดงชิงแชมป์เอเชีย 2026 และ Leica Al Humaira Lubis จากอินโดนีเซีย เจ้าของแชมป์เอเชีย 2026
นอกจากนี้ยังมีนักกีฬาจาก จอร์แดน ญี่ปุ่น และจีน ที่พร้อมเข้ามาเป็นคู่แข่งสำคัญ ทำให้เอเชียนเกมส์ครั้งแรกของโฟมไม่ใช่งานง่าย แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้พิสูจน์ตัวเองบนเวทีระดับทวีป
คาราเต้ แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง
คาราเต้ ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ชิง 15 เหรียญทอง แบ่งเป็นประเภทต่อสู้ 11 เหรียญทอง และประเภทร่ายรำ 4 เหรียญทอง แข่งขันระหว่างวันที่ 20-23 กันยายน ที่โทโยฮาชิ ยิมเนเซียม ในเมืองโทโยฮาชิ จ. ไอจิ ประเทศญี่ปุ่น
สมาคมกีฬาคาราเต้แห่งประเทศไทย ส่งนักกีฬาเข้าร่วมทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย ประเภทต่อสู้ชาย 3 คน ประกอบด้วย ณัฎฐกฤต อินกลอย รุ่น 55 กก. ชาย, ศิวกร หมึกทอง อดีตแชมป์เอเชีย 2025 รุ่น 60 กก. ชาย และ ธีรวัฒน์ คลังทอง รุ่นมากกว่า 84 กก. ชาย
ประเภทต่อสู้หญิง 2 คน ประกอบด้วย สิริกมลเนตร โชคประเสริฐกุล รุ่น 50 กก.หญิง และ มณีวรรณ บุตรสุวรรณ รุ่นมากกว่า 68 กก.หญิง
ประเภทท่ารำหญิง 3 คน ประกอบด้วย พัชรินทร์ เปล่งไปล่, มนสิชา สกุลรัตนธารา และ รมิตา เตรณานนท์
สำหรับผลงานของทีมคาราเต้ไทยในเอเชียนเกมส์ 2023 ที่ประเทศจีน ทำได้ 2 เหรียญทองแดง จาก ศิวกร หมึกทอง และ ธีรวัฒน์ คลังทอง ส่วนเป้าหมายในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ทีมคาราเต้ไทยหวังคว้าเหรียญใดเหรียญหนึ่งให้ได้กลับมาให้ได้ โดยความหวังสำคัญอยู่ที่ ศิวกร หมึกทอง เจ้าของแชมป์เอเชีย 2025 ซึ่งถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในนักกีฬาที่มีโอกาสลุ้นเหรียญทองในครั้งนี้


