×

สุชาติ ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล เร่งพัฒนาดัชนีพหุภัย เตือนความเสี่ยงล่วงหน้า 3-6 เดือน

โดย THE STANDARD TEAM
30.08.2026
  • LOADING...
ภาพสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. แถลงข่าวการพัฒนาดัชนีพหุภัยเตือนภัยล่วงหน้า

วันนี้ (30 สิงหาคม) สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มบริเวณพรมแดนทิเบตและเนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยภัยอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดหลายภัยต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นพร้อมกัน จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

 

“แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งแบบเดียวกับทิเบตและเนปาล แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินโคลนถล่ม และอากาศร้อนจัด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และมีโอกาสเกิดภัยอะไร เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด” สุชาติกล่าว

 

สุชาติกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งพัฒนาข้อมูลความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

 

ที่ผ่านมา กรมฯ ได้พัฒนาข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในระยะยาวไปจนถึงปี ค.ศ. 2100 ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ เช่น ปริมาณฝน อุณหภูมิ และความชื้น โดยมี 11 หน่วยงานนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงตามภารกิจแล้ว

 

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สุชาติกล่าวว่า ได้เร่งให้กรมฯ พัฒนา “ดัชนีพหุภัย (Multi-Hazard Index)” ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วย “มองล่วงหน้า” ว่าในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม หรืออากาศร้อนจัด รวมถึงสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเผชิญหลายภัยในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ดัชนีพหุภัยจะพัฒนาให้มีความละเอียดในระดับพื้นที่ 5 × 5 กิโลเมตร เพื่อช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลภัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศหลายประเภทมาประกอบกัน ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม และอากาศร้อนจัด

 

“จุดสำคัญคือ เราจะไม่ได้ดูเพียงว่าพื้นที่หนึ่งมีโอกาสเกิดภัยอะไร แต่จะดูด้วยว่ามีโอกาสเกิดหลายภัยร่วมกันหรือเกิดภัยต่อเนื่องกันหรือไม่ และในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมคน เตรียมอุปกรณ์ และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ล่วงหน้า” ดร.พิรุณกล่าว

 

สุชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเตรียมพร้อมในระยะ 3–6 เดือนแล้ว ยังได้มอบหมายให้กรมฯ พัฒนา “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อให้เห็นว่าพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในระดับตำบล มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใด โดยครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยระยะยาวที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน

 

แผนที่ดังกล่าวจะแสดงผลผ่านระบบ GIS และครอบคลุมทั้งสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและกรณีที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง โดยแบ่งการมองความเสี่ยงออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 ซึ่งสามารถนำไปใช้วางแผนในระดับพื้นที่ เช่น การวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมแผนรับมือของจังหวัด และช่วงปี ค.ศ. 2050–2100 ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาว เช่น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

 

“เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้เกิดภัยแล้วค่อยแก้ไข มาเป็นการรู้ความเสี่ยงและเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัยให้มากที่สุด เครื่องมือทั้งสองจึงมีความสำคัญและทำงานเสริมกัน โดยดัชนีพหุภัยจะช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า ขณะที่แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศจะช่วยให้เราวางแผนรับมือในระยะยาวได้” สุชาติกล่าว

 

ทั้งนี้ เมื่อเครื่องมือทั้งสองพัฒนาแล้วเสร็จ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะเผยแพร่ข้อมูลผ่านศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center: CCIC) เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันภัยและปรับตัวให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่

 

“เป้าหมายสำคัญคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมได้เร็วขึ้น และลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยสามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน” สุชาติกล่าว

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising