×

22 ปีไฟใต้ งบ 3.4 แสนล้าน: เหตุใดความรุนแรงยังเกิดซ้ำ

โดย THE STANDARD TEAM
25.08.2026
  • LOADING...
เหตุวางเพลิงบริเวณโรงรถและเหตุวางระเบิดบริเวณป้อมยามสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี

ยุทธศาสตร์รัฐบาล? เมื่อไฟใต้ปะทุรอบใหญ่ กับงบประมาณ 23 ปี 3.4 แสนล้าน

 

เหตุระเบิด วางเพลิง และเผายางรถยนต์หลายพื้นที่ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ช่วงคืนวันที่ 22 สิงหาคม ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและหน่วยงานรัฐ แต่ยังทำให้คำถามเรื่องประสิทธิภาพการข่าว มาตรการรักษาความปลอดภัย และทิศทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาอีกครั้ง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า หรือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปสถานการณ์เบื้องต้น ณ เวลา 24.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม ว่าเกิดเหตุรวม 51 เหตุการณ์ แบ่งเป็นจังหวัดนราธิวาส 22 เหตุการณ์ ปัตตานี 11 เหตุการณ์ และยะลา 18 เหตุการณ์ โดยมีประชาชนได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น 2 ราย

 

เป้าหมายที่ถูกก่อเหตุมีทั้งที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รถยนต์ราชการ เสาสัญญาณโทรศัพท์ ร้านสะดวกซื้อ และเส้นทางสัญจรของประชาชน

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องมากว่า 22 ปี นับจากเหตุปล้นปืนในจังหวัดนราธิวาสเมื่อปี 2547

 

ขณะที่ข้อมูลจากคลังสารสนเทศรัฐสภาระบุว่า ระหว่างปีงบประมาณ 2547-2569 รวม 23 ปีงบประมาณ รัฐจัดสรรงบสำหรับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สะสมประมาณ 340,706.76 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเป็นงบของฝ่ายทหารทั้งหมด และไม่ได้ครอบคลุมรายการใช้จ่ายเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกประเภท เนื่องจากยังมีงบด้านการศึกษา การพัฒนา คุณภาพชีวิต และรายการที่กระจายอยู่ในแผนงานอื่น

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงรัฐใช้งบประมาณไปเท่าไร แต่คือเงินดังกล่าวถูกจัดสรรไปยังภารกิจใด และสามารถช่วยลดความรุนแรงหรือสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้จริงเพียงใด?

 

เหตุวางเพลิงบริเวณโรงรถและเหตุวางระเบิดบริเวณป้อมยามสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี 1

 

งบดับไฟใต้ ปี 2547-2569 – คลังสารสนเทศรัฐสภา

 

เชื่อปราบของเถื่อน-กดดันบนโต๊ะเจรจา

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประเมินว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับการตอบโต้ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด บุหรี่ และสินค้าลักลอบหนีภาษี

 

“ดูจากรูปแบบคือไม่ได้มุ่งเอาชีวิต แต่เป็นการก่อกวนและส่งสัญญาณโต้ตอบกับฝ่ายเรา” อนุทินกล่าว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายต่อ และดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

 

อย่างไรก็ตาม แม้นายกรัฐมนตรีประเมินว่ารูปแบบการก่อเหตุไม่ได้มุ่งเอาชีวิต แต่รายงานของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่ามีประชาชนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย ขณะที่ทรัพย์สินของประชาชนและหน่วยงานรัฐได้รับความเสียหายหลายแห่ง

 

ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์อาจเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ต่อมาตรการของรัฐที่เข้มข้นขึ้น ภายหลังเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ซึ่งทำให้อาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย

 

ฉัตรชัยระบุว่า ยังต้องแยกแยะว่าแต่ละเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มใด และอาจมีปัจจัยจากเครือข่ายอาชญากรรม หรือกลุ่มที่เสียผลประโยชน์จากการบังคับใช้กฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่ควรสรุปเหมารวมว่าทุกเหตุการณ์เกิดจากกลุ่มเดียวกัน

 

ด้านฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเมินว่า เหตุรุนแรงอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งการเตรียมเข้าสู่กระบวนการพูดคุย การสับเปลี่ยนกำลังของฝ่ายความมั่นคง และสถานการณ์เฉพาะในแต่ละพื้นที่

 

ฐนัตถ์ระบุว่า การพูดคุยสันติสุขอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม และการก่อเหตุอาจถูกใช้เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองก่อนเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว แต่ข้อสันนิษฐานนี้ยังต้องตรวจสอบร่วมกับข้อมูลด้านความมั่นคงและหลักฐานของแต่ละคดี

 

“มีคำถามเสมอว่า ทำไมรัฐไม่รู้ว่ามีผู้ก่อเหตุเยอะกันขนาดนี้ ผมอยากจะบอกว่าบางครั้งพวกเขาก็ไม่ต้องบอกกันล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดเหตุก็จะรู้กันโดยทันที ไม่ใช่หมายความว่าวางแผนตรงนี้ เวลานี้ ต้องมาพร้อมกัน” ฐนัตถ์กล่าว

 

ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยอมรับว่าฝ่ายความมั่นคงอาจรับรู้สัญญาณการเคลื่อนไหวล่วงหน้า แต่การระบุวัน เวลา และตำแหน่งเกิดเหตุอย่างแม่นยำยังทำได้ยาก เมื่อผู้ก่อเหตุกระจายการปฏิบัติการไปหลายพื้นที่

 

เหตุวางเพลิงบริเวณโรงรถและเหตุวางระเบิดบริเวณป้อมยามสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี 2

 

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ

 

นักวิชาการตั้งคำถาม ระบบข่าวกรองและการป้องกันเหตุทำงานเพียงใด

 

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ กล่าวในรายการ THE STANDARD NOW ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นสะท้อนคำถามต่อประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายความมั่นคง ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลข่าวสาร การประเมินสถานการณ์ ไปจนถึงการสั่งการเพื่อป้องกันเหตุ

 

ปณิธานเห็นว่า ในบางช่วงที่ผ่านมา การลดระดับเหตุรุนแรงอาจเกิดขึ้นจากความสามารถของผู้บังคับบัญชาหรือการประสานงานของกำลังเฉพาะกิจบางชุด แต่ยังมีคำถามว่าระบบดังกล่าวถูกพัฒนาให้ต่อเนื่องและยั่งยืนเพียงใด

 

สำหรับการประชุมคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ซึ่งมีสีหศักดิ์เป็นประธาน ที่ประชุมกำหนดกรอบการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ การศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความปลอดภัย ความมั่นคงชายแดนและความร่วมมือกับมาเลเซีย ตลอดจนการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์

 

อย่างไรก็ตาม ปณิธานตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลมีกรอบการทำงานหลายด้าน แต่ยังควรชี้แจงเพิ่มเติมว่ามีมาตรการข่าวกรอง การป้องกันเหตุล่วงหน้า และการประสานงานระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด

 

ประเด็นที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ได้แก่

 

1.ประสิทธิภาพในการรวบรวม วิเคราะห์ และนำข้อมูลข่าวกรองไปใช้ป้องกันเหตุ

 

2.ความเหมาะสมของการวางกำลังและการดูแลเป้าหมายที่มีความเสี่ยง

 

3.ความต่อเนื่องของการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับความเชื่อมั่นของประชาชน คน

 

4.ผลกระทบจากการโยกย้ายหรือสับเปลี่ยนกำลังในพื้นที่

 

5.ความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นที่อาจซ้อนทับกับสถานการณ์ความมั่นคง

 

6.บทบาทของเครือข่ายยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย และอาชญากรรม

 

7.การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐที่อาจมีมุมมองหรือแนวทางปฏิบัติแตกต่างกัน

 

8.ประสิทธิผลของการดูแลพื้นที่ชายแดนและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

ปณิธานยังเสนอว่า รัฐบาลควรประเมินจังหวะการพูดคุยสันติสุขอย่างรอบคอบ และอาจพิจารณาปรับช่วงเวลาการเจรจาหากสถานการณ์ยังไม่เอื้อ โดยไม่ควรปล่อยให้การพูดคุยกลายเป็นเพียงกระบวนการทางพิธีการที่ไม่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยของประชาชน

 

เหตุวางเพลิงบริเวณโรงรถและเหตุวางระเบิดบริเวณป้อมยามสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี 3

 

รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน – ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

เมื่อความจริงมีสองชุด

 

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือเหตุวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในคืนเดียวกัน

 

รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ข้อมูลจากผู้บาดเจ็บและผู้เกี่ยวข้องแตกต่างจากคำชี้แจงของฝ่ายความมั่นคง จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

 

รอมฎอนกล่าวว่า ได้รับข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องที่กล่าวอ้างว่ากลุ่มวัยรุ่นถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ หลังผ่านบริเวณที่เกิดเหตุวางเพลิงสำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

อย่างไรก็ตาม กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้อาวุธยิงลงจากอากาศยานระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ดังกล่าว

 

จนถึงขณะนี้ ข้อกล่าวอ้างจากทั้งสองฝ่ายยังต้องผ่านการตรวจสอบพยานหลักฐานและกระบวนการสอบสวน ก่อนจะสรุปได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร

 

รอมฎอนเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งกลไกหรือคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระ โดยมีบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากหลายฝ่ายเข้าร่วม เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดความหวาดระแวงระหว่างรัฐกับประชาชน

 

สำหรับตัวเลขเหตุการณ์ รอมฎอนระบุว่า รายงานที่ปรากฏในช่วงแรกอาจยังไม่ครอบคลุมเหตุทั้งหมด ขณะที่รายงานทางการของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ณ เที่ยงคืนวันที่ 22 สิงหาคม ระบุ 51 เหตุการณ์ ดังนั้น หากมีการปรับปรุงตัวเลขเพิ่มเติม ควรระบุแหล่งที่มาและช่วงเวลาการรวบรวมข้อมูลอย่างชัดเจน

 

ทำไมสถิติความรุนแรงจึงมีตัวเลขไม่เท่ากัน

 

อีกประเด็นที่มักสร้างความสับสนในการติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้ คือจำนวนเหตุการณ์และผู้เสียชีวิตที่แตกต่างกันระหว่างฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐกับฐานข้อมูลของภาควิชาการ

 

ข้อมูลเหตุที่ผ่านการรับรองของหน่วยงานรัฐ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา มีเหตุการณ์สะสมประมาณ 10,222 ครั้ง และมีผู้เสียชีวิต 6,028 ราย

 

ขณะที่ฐานข้อมูลของ Deep South Watch ซึ่งใช้กรอบการรวบรวมข้อมูลและประเภทเหตุที่แตกต่างกัน เคยรายงานจำนวนเหตุสะสมมากกว่า 23,000 ครั้ง และจำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่าตัวเลขที่ผ่านการรับรองเพื่อการเยียวยาของรัฐ

 

ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นชัดในข้อมูลปี 2550 ซึ่งหน่วยงานรัฐรายงาน 1,407 เหตุการณ์ ขณะที่ Deep South Watch รายงาน 2,409 เหตุการณ์

 

ดังนั้น การนำตัวเลขมาใช้อธิบายสถานการณ์จำเป็นต้องระบุแหล่งข้อมูล ช่วงเวลาที่จัดเก็บ และหลักเกณฑ์การนับ เพื่อไม่ให้สถิติจากคนละฐานถูกนำมาปะปนจนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

 

เหตุวางเพลิงบริเวณโรงรถและเหตุวางระเบิดบริเวณป้อมยามสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี 4

 

เหตุวางเพลิงบริเวณโรงรถและเหตุวางระเบิดบริเวณป้อมยามสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี – กอ.รมน.ภาค 4 สน.

 

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญชายแดนใต้ 2547-2569

 

2547: ปล้นปืน กรือเซะ และตากใบ

 

  • 4 มกราคม 2547: เกิดเหตุปล้นอาวุธปืน 413 กระบอก จากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือค่ายปิเหล็ง อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงระลอกใหม่ในพื้นที่ชายแดนใต้
  • 28 เมษายน 2547: เกิดเหตุปะทะหลายพื้นที่ รวมถึงปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่บริเวณมัสยิดกรือเซะ จังหวัดปัตตานี โดยมีผู้เสียชีวิตภายในมัสยิด 32 ราย
  • 25 ตุลาคม 2547: เกิดเหตุสลายการชุมนุมบริเวณสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส มีผู้เสียชีวิตรวม 85 ราย โดย 7 รายเสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ และอีก 78 รายเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวและขนย้าย

 

2548-2550: ความรุนแรงขยายสู่พื้นที่เศรษฐกิจ

 

  • ช่วงปี 2548-2549 เกิดเหตุระเบิดและการโจมตีในพื้นที่เศรษฐกิจหลายแห่ง รวมถึงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และตัวเมืองยะลา
  • ปี 2550 หน่วยงานรัฐบันทึกเหตุความไม่สงบ 1,407 เหตุการณ์ และมีผู้เสียชีวิต 892 ราย ถือเป็นปีที่มีความสูญเสียสูงมากของสถานการณ์ระลอกนี้

 

2555-2556: เหตุคาร์บอมบ์และจุดเริ่มต้นการพูดคุยอย่างเป็นทางการ

 

  • 31 มีนาคม 2555: เกิดเหตุคาร์บอมบ์ในตัวเมืองยะลาและบริเวณโรงแรมลีการ์เด้นส์ พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีผู้เสียชีวิตรวม 14 ราย และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
  • 28 กุมภาพันธ์ 2556: ตัวแทนรัฐบาลไทยและตัวแทนกลุ่ม BRN ลงนามในฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก

 

2562: เหตุโจมตีจุดตรวจลำพะยา

 

  • 5 พฤศจิกายน 2562: เกิดเหตุโจมตีจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านในตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มีผู้เสียชีวิต 15 ราย

 

2563-2565: เหตุรุนแรงลดลงบางช่วง ก่อนกลับมาโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

 

  • ช่วงปี 2563-2564 สถานการณ์เกิดขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิดและมาตรการควบคุมการเดินทาง โดยจำนวนเหตุรุนแรงในบางช่วงปรับลดลง
  • 17 สิงหาคม 2565: เกิดเหตุวางเพลิงและระเบิดร้านสะดวกซื้อกับสถานีบริการน้ำมันหลายพื้นที่ รวม 17 จุด ในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

 

2568: จำนวนเหตุลดลง แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังเผชิญความสูญเสีย

 

  • ข้อมูลเหตุที่ผ่านการรับรองของหน่วยงานรัฐระบุว่า ปี 2568 เกิดเหตุรวม 150 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 48 ราย แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 38 ราย และประชาชน 10 ราย

 

2569: เหตุโจมตีเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายรูปแบบ

 

  • 14 กุมภาพันธ์ 2569: เกิดเหตุระเบิด 7 จุด ในพื้นที่อำเภอยี่งอและอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
  • 20 มีนาคม 2569: เกิดเหตุลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ บริเวณหน้าบ้านพักในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส โดยผู้ติดตามและพนักงานขับรถได้รับบาดเจ็บ
  • มิถุนายน 2569: เกิดเหตุวางระเบิดสถานีบริการน้ำมันและเผารถบรรทุกในพื้นที่จังหวัดยะลา
  • 21 กรกฎาคม 2569: เกิดเหตุคาร์บอมบ์บริเวณด้านหน้าสถานีตำรวจภูธรตันหยงหลังเก่า อำเภอเมืองนราธิวาส
  • 22 กรกฎาคม 2569: เกิดเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส มีอาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย และประชาชนได้รับบาดเจ็บ 6 ราย
  • 22 สิงหาคม 2569: เกิดเหตุระเบิด วางเพลิง และเผายางรถยนต์หลายพื้นที่ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รายงานเบื้องต้น ณ เที่ยงคืนรวม 51 เหตุการณ์ และประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย

 

เหตุวางเพลิงบริเวณโรงรถและเหตุวางระเบิดบริเวณป้อมยามสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี 5

 

รศ.ดร.เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

ทางออกไฟใต้ ‘ก้าวข้ามมายาคติ ฟังความจริง รับฟังพื้นที่ทางการเมือง’

 

รศ.ดร.เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี สะท้อนความเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตลอดกว่าสองทศวรรษของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนงานวิจัยหรือความรู้ แต่เกิดจากการที่รัฐเลือกยอมรับเฉพาะคำอธิบายที่ตนต้องการ โดยกันมุมมองอื่นออกจากวงตัดสินใจ และหากจะเข้าใจสถานการณ์อย่างเป็นระบบ จำเป็นต้องพิจารณากรอบคำอธิบายหลัก 3 ชุด ควบคู่กับการเลิกยึดติดกับมายาคติเดิมๆ

 

ประการแรก ความขัดแย้งในพื้นที่ขับเคลื่อนโดย BRN แม้รัฐจะอ้างว่ารู้ข้อมูลเชิงลึก เช่น หากรัฐระบุว่า BRN มีเงินปีละ 2,000 ล้านบาท สังคมก็ยิ่งมีสิทธิถามว่า ความรู้นั้นถูกนำไปใช้ป้องกันเหตุ ดำเนินคดี หรือจำกัดศักยภาพของขบวนการได้จริงเพียงใด

 

ขณะเดียวกัน กระบวนการเจรจาเพื่อสันติภาพจึงยังจำเป็น แม้จะถูกแรงต้านจากสังคมบางส่วนที่มองว่าเป็นการ ‘คุยกับโจร’ หรือให้ความชอบธรรมกับผู้ใช้ความรุนแรง แต่เมื่อหน่วยงานความมั่นคงยังคงเป็นเจ้าเรือนที่ครอบครองอำนาจ ข้อเรียกร้องทางการเมืองและการเจรจาจึงมักติดข้อจำกัดอยู่เสมอ

 

ประการต่อมา สังคมต้องหันกลับมาตรวจสอบประสิทธิภาพของโครงสร้างความมั่นคงของรัฐเอง ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ภาคใต้ใช้งบประมาณและอำนาจพิเศษจำนวนมาก แต่กลับขาดกลไกตรวจสอบภายนอก เช่น ผู้ตรวจการกองทัพ หรือองค์กรอิสระ ทำให้การประเมินผลและการปรับปรุงนโยบายเกิดขึ้นได้ยาก เมื่อเกิดความผิดพลาด ใครเป็นผู้รับผิดชอบ?

 

นอกจากนี้ ประการสุดท้ายที่มองข้ามไม่ได้คือ ‘ผลประโยชน์จากความขัดแย้ง’ ที่สร้างหน่วยงาน ตำแหน่ง และงบประมาณขึ้นมา ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่าหากพื้นที่กลับคืนสู่ภาวะปกติ ใครจะเป็นผู้สูญเสียทรัพยากรและอิทธิพลที่เคยได้รับมาอย่างยาวนาน

 

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.เอกรินทร์ เสนอให้เลิกความคิดผิดๆ 3 ประการ ได้แก่

 

  • เลิกคิดว่ามาเลเซียต้องการผนวกสามจังหวัด เพราะนโยบายของมาเลเซียในปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ประเทศรายได้สูง
  • เลิกโยงทุกอย่างกับสงครามก่อการร้ายสากลหรืออคติเกลียดชังอิสลาม (Islamophobia) เนื่องจากรากเหง้าที่แท้จริงคือประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์มลายูปาตานี
  • เลิกคิดว่าทางออกคือการบังคับให้คนมลายูเป็นไทยมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมสามารถดำรงอยู่ร่วมกับความเป็นพลเมืองไทย

 

“ภาษาไทยคือภาษาที่สองของคนที่นี่จำนวนมาก การต้องถ่ายทอดความสูญเสีย ความโกรธ ความสับสน ต่อหน้าสื่อมวลชนด้วยภาษาที่ตนไม่ได้ใช้เป็นหลักย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย… ภาษาไทยไม่ควรเป็นมาตรวัดว่าความเจ็บปวดของใครน่าเชื่อถือเพียงใด หากเรายอมรับว่าความเป็นพลเมืองไม่จำเป็นต้องมาพร้อมอัตลักษณ์แบบเดียวกัน คำถามจะเปลี่ยนไป ว่า รัฐไทยจะอยู่ร่วมกับพลเมืองที่มีภาษา ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ต่างจากคนส่วนใหญ่ได้อย่างไร โดยที่เขายังมีสิทธิ มีศักดิ์ศรี และรู้สึกว่ารัฐนี้เป็นของเขาด้วย” รศ.ดร.เอกรินทร์กล่าว

 

สำหรับทางที่ควรจะเป็น คือ การเมือง ความจริง และความรับผิดชอบ การแก้ปัญหาชายแดนใต้ไม่ควรฝากไว้กับมาตรการความมั่นคงเพียงด้านเดียว รัฐบาลจำเป็นต้องให้น้ำหนักกับงานการเมืองที่สร้างสรรค์และการฟื้นฟูความไว้วางใจ

 

เมื่อเกิดเหตุรุนแรง รัฐต้องค้นหาความจริงและประเมินประสิทธิภาพของของกองกำลังกับหน่วยข่าวกรองอย่างตรงไปตรงมา และไม่ควรลืมกรณีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ กอ.รมน.ระบุว่า ต้องรอผลการสอบสวนของตำรวจและยืนยันว่าไม่ปกป้องผู้กระทำผิด

 

เพราะสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทุกครั้งที่มีความสูญเสีย คือการรับมือด้วยคำแถลงแบบเดิม มาตรการชุดใหม่ และงบประมาณก้อนใหม่ โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

 

“ในพื้นที่ซึ่งผู้คนอยู่กับความสูญเสียมานานเกินพอแล้ว สิ่งที่สังคมไทยควรทำให้มากขึ้นคือการฟัง ฟังให้รอบด้าน และยอมรับว่าความจริงของชายแดนใต้ไม่ได้มีเพียงคำอธิบายเดียว ดังนั้น พื้นที่ทางการเมืองที่สำคัญที่สุด คือพื้นที่ที่คนในพื้นที่สามารถพูดได้โดยไม่ถูกตีตรา ไล่ล่า หรือทำลายความน่าเชื่อถือเพียงเพราะคิดต่าง โดยเฉพาะปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของรัฐก็ควรถูกทบทวนอย่างจริงจัง หากสิ่งที่ทำลงไปไม่ได้ช่วยสร้างความเข้าใจ กลับเพิ่มความหวาดระแวง ลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐ และทำให้การถกเถียงสาธารณะตื้นเขินลง ก็ยากจะเห็นว่ามีประโยชน์อะไรต่อการแก้ปัญหา” รศ.ดร.เอกรินทร์กล่าว

 

รศ.ดร.เอกรินทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของผู้คนกลายเป็นวัตถุดิบของการสร้างศัตรู หรือการปลุกความเกลียดชัง อย่างไร้ความรับผิดชอบ เพราะเมื่อกระแสข่าวผ่านไป คนที่ยังต้องอยู่กับด่านตรวจ เสียงปืน ความหวาดกลัว และความไม่แน่นอน ก็คือคนในพื้นที่ต้อง ‘อยู่กับความรุนแรง’ ที่เลือกไม่ได้

 

เหตุวางเพลิงบริเวณโรงรถและเหตุวางระเบิดบริเวณป้อมยามสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี 6

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำแถลงข่าว – พรรคประชาธิปัตย์

 

นายกฯ ต้องนำเอง นโยบายเดิมกว้างเกินไป

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ พร้อมระบุว่าเตรียมตั้งกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร โดยต้องการให้นายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง

 

อภิสิทธิ์เห็นว่า นโยบายด้านจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รัฐบาลแถลงต่อสภายังเป็นกรอบกว้าง และควรมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันเหตุ การประสานงานของหน่วยงานความมั่นคง และทิศทางกระบวนการพูดคุยสันติสุข

 

อีกประเด็นที่ควรติดตามคือเป้าหมายการปรับบทบาทกำลังทหาร การส่งมอบภารกิจด้านความปลอดภัยให้ฝ่ายปกครอง และการทบทวนกฎหมายพิเศษในพื้นที่ ซึ่งจำเป็นต้องประเมินจากสถานการณ์จริงและความพร้อมของประชาชน

 

ด้านรัฐบาล ช่วงบ่ายวันที่ 24 สิงหาคม อนุทินหารือกับ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

 

การหารือดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และมีแผนพูดคุยเพิ่มเติมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามปกติในวันที่ 25 สิงหาคม

 

ส่วนการประชุม ครม.สัญจรจังหวัดสงขลา รัฐบาลกำหนดลงพื้นที่วันที่ 31 สิงหาคม และประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 กันยายน ซึ่งคาดว่าสถานการณ์ชายแดนใต้จะเป็นอีกประเด็นที่ถูกจับตา

 

สรุปโจทย์ใหญ่ บนด่านขนาน

 

เหตุรุนแรงในคืนวันที่ 22 สิงหาคม เป็นเครื่องเตือนว่า การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่อาจพึ่งพาการเพิ่มกำลัง การยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย หรือการจัดสรรงบประมาณหลังเกิดเหตุเพียงอย่างเดียว

 

โจทย์สำคัญของรัฐบาลคือการทำให้มาตรการความมั่นคง การพูดคุยสันติภาพ การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการรับฟังประชาชน เดินหน้าไปพร้อมกัน เพราะไม่ว่ารัฐจะใช้งบประมาณเท่าใด หรือกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่กี่ครั้ง

 

หากความจริงของผู้ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับการรับฟัง และความผิดพลาดของรัฐยังไม่มีผู้รับผิดชอบ ความไว้วางใจที่จำเป็นต่อการสร้างสันติภาพก็อาจไม่เกิดขึ้น

 

ท้ายที่สุด คนที่ยังต้องอยู่กับด่านตรวจ เสียงปืน ความหวาดกลัว และความไม่แน่นอน ไม่ใช่ผู้ร่วมถกเถียงในพื้นที่ข่าวเพียงชั่วคราว แต่คือประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลของความขัดแย้งต่อไปทุกวัน

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising