×

“คนวิจารณ์การศึกษา คือคนมีสิทธิเลือก” ความพยายามลดเด็กหลุดจากระบบของเศรษฐา ทวีสิน

โดย THE STANDARD TEAM
25.08.2026
  • LOADING...
ภาพถ่ายบุคคลของ เศรษฐา ทวีสิน

หลายคนรู้จัก เศรษฐา ทวีสิน ผ่านบทบาทนักธุรกิจและอดีตนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อบทสนทนาค่อยๆ พาไปถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำและการศึกษา สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมาเล่ากลับเป็นประสบการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก แต่มันคือจุดตั้งต้นของวิธีมองความแตกต่างรว่าเหตุใดบางคนจึงมีโอกาสมากกว่า และเหตุใดคนอีกกลุ่มหนึ่งจึงต้องใช้ชีวิตอยู่กับข้อจำกัดที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนเลือก

 

 
 

ถ้าถามว่าความรู้สึกเรื่อง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เริ่มต้นขึ้นเมื่อไร ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาเป็นช่วงที่เขาเรียนอยู่โรงเรียนสาธิตประสานมิตรและมีเพื่อนร่วมชั้นจากครอบครัวหลายระดับ เด็กบางคนมาจากบ้านที่พอมีกำลัง ขณะที่บางคนเป็นลูกของเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนซึ่งได้รับโอกาสให้เข้ามาเรียนร่วมกัน ในห้องเรียนทุกคนเป็นเพื่อนกัน เล่นฟุตบอลด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน และยังไม่ได้มองกันผ่านฐานะหรือสถานะทางสังคม แต่เมื่อถึงช่วงปิดเทอม ความแตกต่างของชีวิตกลับปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

 

เด็กบางคนได้เดินทางไปต่างประเทศ บางคนไปหัวหิน หรือได้ใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวตามกำลังของแต่ละบ้าน ขณะที่เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ไปไหนเลย สำหรับเศรษฐาในวัยนั้น ความแตกต่างอาจยังไม่มีคำอธิบายที่ซับซ้อน สิ่งที่ชัดกว่าคือความรู้สึกว่าคนที่เรียนห้องเดียวกัน เล่นด้วยกัน และเป็นเพื่อนกันมาตลอด กลับมีพื้นที่ในชีวิตไม่เท่ากัน

 

“เราเล่นฟุตบอลด้วยกัน เราเติบโต เรียนห้องเดียวกัน ทำไมเขาไม่ได้รับส่วนตรงนี้ พอมันเป็นแบบนี้ผมเลยรู้ว่าผมไม่ชอบความเหลื่อมล้ำ ไม่ชอบความแตกต่าง ผมไม่อยากเห็นว่าผมมีดีกว่าคนอื่น แล้วคนอื่นไม่มีโอกาส ผมอึดอัด”

 

เมื่อโตขึ้นคำตอบของคำถามในวัยเด็กก็ค่อยๆ ชัดขึ้นเอง ว่าสิ่งที่ทำให้เพื่อนบางคนไปไหนไม่ได้หรือไม่มีโอกาสแบบเดียวกับคนอื่น ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถหรือความพยายามของพวกเขา แต่เชื่อมโยงกับฐานะและเงื่อนไขของครอบครัวที่แต่ละคนเกิดมาเผชิญไม่เหมือนกัน และความแตกต่างเหล่านี้สามารถกำหนดทางเลือกในชีวิตได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

 

ความรู้สึกไม่สบายใจกับความไม่เท่ากันยังปรากฏขึ้นอีกหลายครั้งเมื่อโตขึ้น เขาเล่าถึงช่วงสัปดาห์แรกๆ ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต วันนั้นโต๊ะของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้ติดตามมีอาหารใต้หลายอย่าง ขณะที่โต๊ะของนักข่าวหรือเจ้าหน้าที่มีเพียงข้าวผัด ผลไม้ และอาหารที่เรียบง่ายกว่า ภาพดังกล่าวทำให้เขาตั้งคำถามทันทีว่าเหตุใดคนที่เดินทางมาทำงานร่วมกันจึงได้รับการจัดอาหารต่างกัน

 

“ผมถามว่าทำไมเขาทานกันอย่างนั้น ผมเลยบอกว่าไม่เอาแล้วนะ ถ้าเกิดผมไปกับใคร ถ้าผมจะได้กิน 7 อย่าง แล้วมันไม่เท่ากับคนอื่นแบบนี้ ผมกิน 3 อย่างก็ได้ ถ้าเกิดมันเป็นปัญหาเรื่องบัดเจ็ต ผมไม่ชอบให้มันมีความเหลื่อมล้ำตรงนั้น”

 

เขายังยกตัวอย่างถึงสมัยทำงานที่แสนสิริ ซึ่งการจัดอาหารกลางวันไม่ได้แบ่งสิทธิตามตำแหน่ง พนักงานระดับจูเนียร์หรือผู้บริหารสามารถเข้ามารับประทานอาหารร่วมกันได้ พื้นที่นั้นจึงทำหน้าที่เป็นทั้งโต๊ะอาหารและพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน โดยไม่ต้องมีเส้นแบ่งของลำดับชั้นเข้ามากำกับ

 

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำบางครั้งมันอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การได้ไปเที่ยวในวัยเด็ก อาหารบนโต๊ะ ไปจนถึงโอกาสที่แต่ละคนสามารถเข้าถึงได้

 

และเมื่อบทสนทนาเดินมาถึงเรื่องการศึกษา ความแตกต่างในเรื่อง ‘โอกาส’ ก็ยิ่งชัดขึ้น เพราะในขณะที่บางครอบครัวกำลังเลือกว่าโรงเรียนไหนหรือหลักสูตรใดดีที่สุดสำหรับลูก เด็กอีกจำนวนมากยังต้องต่อสู้เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

 

ก่อนปฏิรูปการศึกษา ต้องพาเด็กกลับเข้าระบบให้ได้ก่อน

 

เมื่อพูดถึงปัญหาการศึกษาไทย เศรษฐาย้อนกลับไปมองวงสนทนาในหมู่เพื่อนและคนรุ่นเดียวกันที่หยิบเรื่องนี้มาพูดกันอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่หลักสูตร คุณภาพการเรียนการสอน ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ไปจนถึงการผลิตบัณฑิตที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ร่วมวิจารณ์เรื่องเหล่านี้มาตลอด จนเริ่มมองเห็นช่องว่างระหว่างคนที่กำลังถกเถียงเรื่องคุณภาพการศึกษา กับชีวิตของเด็กอีกจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาสพื้นฐานในการเรียน

 

“คนที่พูดเรื่องปัญหาการศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนที่มีทางเลือกทั้งนั้น ตั้งแต่เรื่องของลูกว่าจะเรียนสาธิต อัสสัมชัญ สวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ โรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย หรือจะส่งไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบก็ยังทำได้

 

“การมี option หรือมีทางเลือกแบบนี้ ถือเป็นลักชัวรีอย่างหนึ่ง แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีเด็กอีกเป็นล้านคนที่แม้แต่จะไปโรงเรียนยังทำไม่ได้ เพราะข้อจำกัดเรื่องฐานะและความจำเป็นของครอบครัว บางบ้านทำสวน ทำนา ทำไร่ เด็กต้องช่วยเก็บผลผลิต ช่วยงานในบ้าน หรือช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน สุดท้ายก็ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ขณะที่เด็กบางคน แม้แต่โอกาสจะได้กินข้าวกลางวันที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการก็ยังไม่มี”

 

สิ่งที่เศรษฐาชี้ให้เห็นจึงอยู่ที่ต้นทุนของการศึกษาในแต่ละครอบครัว ซึ่งไม่เท่ากันตั้งแต่แรก สำหรับบางบ้าน การเรียนคือพื้นที่ของการเลือกว่าจะเรียนที่ไหนหรือเรียนระบบใด ส่วนอีกหลายบ้าน การส่งเด็กไปโรงเรียนหมายถึงการสูญเสียแรงงานหรือรายได้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความจำเป็นในแต่ละวันจึงกลายเป็นเงื่อนไขที่ค่อยๆ ดึงเด็กออกจากห้องเรียน

 

ในมุมของเขา การเปลี่ยนหลักสูตรหรือปรับโครงสร้างการศึกษาทั้งระบบเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจเข้าไปขยับได้ยาก เพราะเกี่ยวข้องกับนโยบายและกลไกของรัฐโดยตรง แต่ภาคเอกชนยังมีพื้นที่ให้ลงมือได้ โดยเฉพาะการช่วยไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบและพาเด็กที่หลุดไปแล้วกลับมาเรียนให้ได้ก่อน ซึ่งความคิดที่จะลงมือกับปัญหานี้เริ่มเป็นรูปธรรมขึ้นหลังจากได้ฟังการพูดคุยเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาในเวทีของ THE STANDARD ซึ่งมี กสศ. เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน

 

“จริงๆ ต้องให้เครดิต THE STANDARD ด้วย ตอนนั้นมีการจัดฟอรัมช่วงปลายปี และก่อนที่ผมจะขึ้นเวที กสศ. กำลังพูดคุยกันเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาอยู่พอดี ผมไปถึงก่อนก็เลยนั่งฟัง พอฟังจบก็รู้สึกว่าเราเองน่าจะช่วยอะไรได้บ้าง เลยไปคุยกับท่านเลขาว่า มีอะไรที่เราพอจะทำได้หรือเปล่า เพราะตอนนั้นผมรู้สึกว่าไม่อยากกลับไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน แล้ววิจารณ์การศึกษาไทยกันอยู่แบบเดิมอีกแล้ว อยากลุกขึ้นมาทำอะไรจริงๆ สักอย่าง”

 

“จากนั้นก็เริ่มคิดถึงเรื่อง Zero Dropout ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด ตอนนั้นผมเองก็เริ่มสนใจการเมืองแล้ว จึงต้องระมัดระวังเรื่องพื้นที่และภาพลักษณ์ของโครงการด้วย ผมเลยคิดว่า ถ้าจะเริ่มทำ ก็น่าจะเลือกสักจังหวัดหนึ่งที่เรามีทรัพยากรพอจะลงไปทำได้จริง”

 

“ถ้าเป็นจังหวัดใหญ่อย่างอุบลราชธานี นครราชสีมา หรือเชียงใหม่ จำนวนเด็กก็มากเกินกว่าทรัพยากรที่เรามีจะรับไหว เราเลยมองหาจังหวัดขนาดเล็กลงมา แล้วก็มาคิดว่าราชบุรีน่าจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับเริ่มต้น”

 

ราชบุรีถูกเลือกจากเงื่อนไขหลายด้าน ข้อแรกคือแสนสิริไม่มีโครงการอยู่ในจังหวัดนี้ และต้องการแยกงานดังกล่าวออกจากผลประโยชน์ทางธุรกิจให้ชัดที่สุด ข้อถัดมาคือเรื่องขนาดของจังหวัดและจำนวนเด็กที่หลุดจากระบบยังอยู่ในระดับที่ทรัพยากรของเขาพอจะรองรับได้ โดยประเมินงบประมาณไว้ราว 100 ล้านบาทในช่วง 3-5 ปี ขณะเดียวกัน ในช่วงที่เขาเริ่มมีบทบาททางการเมือง พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้มีฐานทางการเมืองแข็งแรงในราชบุรี การเลือกพื้นที่นี้จึงช่วยลดข้อครหาเรื่องการใช้โครงการเพื่อประโยชน์ทางการเมืองด้วย

 

เมื่อแนวคิดเริ่มลงมาถึงระดับปฏิบัติเขาพบว่าการพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับทุกคนได้ เพราะข้อจำกัดของเด็กแต่ละคนและแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน

 

“ตอนที่เราเริ่มโครงการ ผมมองว่าราชบุรีเป็นเหมือน sandbox ที่เราจะลองดูว่า การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาจริงๆ ต้องใช้อะไรบ้าง เราต้องคุยกับ NGO อาจต้องมีครูพิเศษ ต้องออกแบบเวลาเรียนให้ยืดหยุ่น หรือใช้การเรียนออนไลน์เข้ามาช่วย เพราะเด็กบางคนมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถเรียนตามระบบปกติได้

 

“จริงๆ หน้าที่ของเด็กควรเป็นการไปโรงเรียน แต่เราก็ต้องเข้าใจความเป็นจริงว่าเด็กบางคนยังจำเป็นต้องช่วยครอบครัวทำงาน จึงอาจต้องหาวิธีให้เขาสามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน หรือในบางกรณีก็ต้องช่วยลดภาระของครอบครัว เช่น จ้างคนมาช่วยทำงาน เพื่อให้เด็กมีเวลาและมีโอกาสกลับไปเรียนได้”

 

หน้าที่ของคนที่มีโอกาสมากกว่า?

 

จากการทดลองในราชบุรี เศรษฐามองไกลไปถึงการขยายแนวทางนี้ออกไปยังพื้นที่อื่น โดยหวังว่าจะมีบริษัทหรือองค์กรที่มีทรัพยากรเข้ามารับผิดชอบแต่ละจังหวัด ช่วยกันพาเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับมาให้ได้มากที่สุด ส่วนการปรับหลักสูตรและโครงสร้างการศึกษาในระดับประเทศ เขายังมองว่าเป็นหน้าที่ที่ภาครัฐต้องรับช่วงต่อ

 

“เป้าหมายหลักที่ผมอยากเห็นคือให้บริษัทหรือองค์กรอื่นๆ ที่พอมีงบประมาณเข้ามาช่วยกันรับผิดชอบแต่ละจังหวัด เหมือนมีคนเข้ามา champion พื้นที่ของตัวเอง แล้วช่วยกันพาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้ามาให้ได้มากที่สุด ตอนนั้นตัวเลขที่ผมจำได้อยู่ที่ประมาณหลักล้านคน

 

“เมื่อเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้แล้ว ขั้นต่อไปก็เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องไปดูเรื่องหลักสูตรและปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน”

 

เหตุผลที่ให้น้ำหนักกับการพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา มาจากความเชื่อว่าการศึกษาทำให้คนมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น เด็กที่เติบโตในครอบครัวเกษตรกรอาจเลือกทำอาชีพเดิมของพ่อแม่ต่อ หรือเลือกเส้นทางอื่นก็ได้ สิ่งที่เขากังวลคือการที่เด็กต้องเดินไปตามเส้นทางเดียวเพราะไม่มีโอกาสรู้จักทางเลือกอื่น โดยเฉพาะในโลกที่สภาพภูมิอากาศ ความต้องการสินค้า และตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ความคิดนี้ยิ่งชัดขึ้นจากประสบการณ์ช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเขาเคยพบเด็กในต่างจังหวัดที่ไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะต้องช่วยครอบครัวเลี้ยงไก่และเก็บไข่ ทั้งที่โรงเรียนยังเปิดตามปกติ ภาพดังกล่าวสะท้อนระยะห่างระหว่างชีวิตของเด็กกลุ่มนี้กับวงสนทนาเรื่องการศึกษาที่เขาและคนรอบตัวเคยพูดกันมานาน คนในวงสนทนาส่วนใหญ่สามารถเลือกโรงเรียน เปลี่ยนหลักสูตร หรือส่งลูกไปเรียนต่างประเทศได้ ขณะที่เด็กอีกจำนวนหนึ่งยังต้องต่อรองกับเงื่อนไขพื้นฐานว่าจะสามารถไปโรงเรียนได้หรือไม่

 

“ถ้าเด็กไม่มีการศึกษา ทางเลือกในการประกอบอาชีพก็จะน้อยลงมาก เขาอาจต้องกลับไปทำเกษตรกรรมต่อจากพ่อแม่ ซึ่งผมไม่ได้มองว่าอาชีพเกษตรกรมีคุณค่าน้อยกว่าอาชีพอื่น แต่วันนี้โลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งความต้องการของสินค้าและสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงของการมีทางเลือกอยู่เพียงทางเดียวจึงสูงขึ้น

 

“อย่างน้อยเด็กควรมีสิทธิเลือกได้ว่า เขาอยากทำเกษตรต่อ อยากเป็นครู เป็นวิศวกร หรือไปทำงานใน Data Center หรือโรงงาน Microchip เราอยากให้เขาได้เลือกเส้นทางของตัวเอง มากกว่าต้องเดินตามอาชีพของพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเพราะไม่มีทางเลือกอื่น และทางเลือกแบบนั้นจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเด็กมีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษา

 

“เวลาเป็นนายกฯ กลับไม่ค่อยเจอเรื่องแบบนี้ เพราะทุกอย่างถูก set up หมด ให้มันดูสวย ดูดี แต่เวลาไปต่างจังหวัดแล้วได้ถามเด็กว่า ทำไมไม่ไปโรงเรียน เด็กเขา innocent มาก เขาก็บอกว่าต้องเก็บไข่ ต้องเลี้ยงไก่ เลยไม่ได้ไปโรงเรียน ผมก็ถามว่าโรงเรียนเปิดหรือเปล่า เขาก็บอกว่าเปิด แล้วตอนนั้นก็ไม่ได้เป็นช่วงปิดเทอมด้วย

 

“ผมว่าเราหลงประเด็น เพราะคนอย่างพวกผม อายุ 60 กว่า หลายคนพูดกันตลอดว่าการศึกษาไทยไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แน่นอน พวกคุณพูดได้ คุณด้อยค่าการศึกษาได้ เพราะพวกคุณมีช้อยส์ มีสิทธิที่จะเลือก แต่ทำไมคุณไม่ลองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงล่ะ เราอยากจะเป็นผู้ผลักดันในการเปลี่ยนแปลง หรืออยากจะเป็นแค่คนนั่งวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องบางเรื่องซึ่งเราสามารถทำประโยชน์ได้ ผมอยากให้กลับมาคิดในมิตินั้นมากกว่า”

 

จากประเด็นเรื่องการศึกษา บทสนทนาค่อยๆ ขยายไปถึงบทบาทของคนที่มีทรัพยากรมากกว่า เขามองว่าภาคเอกชนไทยยังมีศักยภาพที่จะเข้ามาช่วยในพื้นที่ที่รัฐมีข้อจำกัด และเมื่อคนคนหนึ่งเดินมาถึงช่วงชีวิตที่มีความมั่นคงแล้ว ความรับผิดชอบก็ควรขยายออกไปจากตัวเองและครอบครัวสู่สังคมรอบข้าง

 

“อย่าพูดด้วยความมักง่ายว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอย่างเดียว เพราะเราก็รู้ว่างบประมาณมันไม่พอ มีทั้งงบประจำ เรื่องการเก็บภาษี เศรษฐกิจก็ไม่ดี มันมีข้อจำกัดอยู่ แต่ภาคเอกชนเราแข็งแกร่งมาก หลายคนในสังคมเป็นเจ้าของกิจการหรือเป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่แล้ว ถ้าพอจะเจียดเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือสังคม มาช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น ผมว่ามันทำได้

 

“พอเราอายุขนาดนี้แล้ว retire แล้ว มีอันจะกินมากพอ หน้าที่มันยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งหน้าที่ดูแลลูกหลาน ดูแลบิดามารดา และหน้าที่ในการดูแลสังคม ถ้าเราสามารถเอามิติของสังคมเข้ามาคิดด้วยว่าเราควรทำอะไรได้มากขึ้น ผมว่าสังคมจะดีขึ้นอีกเยอะ”

 

เมื่อมองความคิดทั้งหมดต่อเนื่องกัน สิ่งที่เขาพยายามพูดถึงกลับมาอยู่ที่เรื่อง ‘ทางเลือก’ คนบางกลุ่มเติบโตมาพร้อมตัวเลือกจำนวนมากจนการเลือกกลายเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งโรงเรียน หลักสูตร ประเทศที่จะไปเรียน หรือเส้นทางอาชีพ ขณะที่เด็กอีกจำนวนหนึ่งมีพื้นที่ตัดสินอนาคตของตัวเองน้อยกว่ามาก เพราะข้อจำกัดของครอบครัวเข้ามากำหนดเส้นทางตั้งแต่ต้น

 

สำหรับเศรษฐา การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาจึงหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เห็นและเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกันคนที่มีทรัพยากรและทางเลือกอยู่แล้วก็มีโอกาสใช้สิ่งที่ตัวเองมีเพื่อช่วยให้คนอื่นมีทางเลือกเพิ่มขึ้นเช่นกัน

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising